Tag: Self-Development

  • 10 คุณลักษณะที่คุณต้องมี ถ้าอยากเติบโตในหน้าที่การงาน

    10 คุณลักษณะที่คุณต้องมี ถ้าอยากเติบโตในหน้าที่การงาน

    ล่าสุด ผมได้อ่านหนังสือ “Business Made Simple” ของคุณ Donald Miller เป็นหนังสือเกี่ยวกับ Business และ Self-Development ซึ่งจะมีพาร์ทหนึ่งได้อธิบายเกี่ยวกับ 10 คุณลักษณะของการเป็นมืออาชีพที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (value-driven professional)

    ซึ่งชื่อมันยากไป๊ เพื่อความง่าย ในบทความนี้ผมขอเรียกคนเหล่านี้ว่า “ตัวตึง” แล้วกันนะครับ 55555

    ด้วยโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วติดจรวด นอกจากการเป็นพนักงานที่มีความซื่อสัตย์และมุ่งมั่นแล้ว หนังสือเล่มนี้ได้บอกถึงความแตกต่างระหว่าง ตัวตึงที่ประสบความสำเร็จ กับ คนที่อาจจะยังไม่ทราบถึงคุณลักษณะเหล่านี้

    หลายข้อดีจัดๆ บางข้อแม้เป็นสิ่งที่รู้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นการเตือนสติเราดี ในบทความนี้ ผมเลยอยากสรุปเนื้อหาดังกล่าวและนำมาแชร์ให้ทุกๆ คนฟังครับ

    1. ตัวตึงมองตัวเองเป็นเหมือน Product ชิ้นหนึ่งที่กำลังแข่งขันในตลาด

    สินค้า หรือ Product ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์นะครับ แต่หมายถึง คุณค่าของตัวพวกเราเองในโลกเศรษฐกิจยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง

    หากเพื่อนๆ ที่อ่านอยู่ตอนนี้ มีธุรกิจเป็นของตัวเอง และกำลังขายสินค้าชิ้นหนึ่งอยู่ ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ จะพยายามพัฒนาสินค้าของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดอันแสนดุเดือดนี้ได้ จริงมั้ยครับ

    ตัวตึงก็มองตัวเองแบบนั้นครับ เขาจะพยายามพัฒนาและเพิ่มความสามารถของตัวเองให้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    ในขณะเดียวกัน นายจ้าง หัวหน้า หรือลูกค้า ก็จะมองหาและเลือกลงทุนกับ คนที่สามารถแสดงผลงานและสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับพวกเขา (the highest ROI) ซึ่งตัวตึงเหล่านี้เองครับ คือคนที่ดึงดูดการลงทุนเหล่านั้น

    ตัวอย่างง่ายๆ คือ

    • ถ้าเรากำลังดูพอร์ตหุ้นของเราอยู่ แล้วพบว่า มีหุ้นตัวหนึ่งที่เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง เราก็มักจะย้ายเงินไปลงทุนกับหุ้นตัวนั้นมากขึ้น
    • หรือเรามักจะยอมจ่ายค่าบัตรคอนเสิร์ตที่แพงมากๆ เพื่อไปดูวงดนตรี/นักร้องที่เราชื่นชอบ โดยไม่เสียดายเงินแม้แต่นิด นั่นก็เป็นเพราะพวกเขา มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สูงมากนั่นเองครับ

    เมื่อเราไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง เราก็จะมีคุณค่าที่สูงขึ้น มีค่าตัวที่สูงขึ้น ได้เลื่อนตำแหน่ง และ ได้รับมอบหมายให้ทำงานที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น

    กลายเป็นตัวตึงซึ่งเป็นที่ต้องการของบรรดานายจ้างที่มองหาสินค้า ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนของเขานั่นเองครับ

    ดังนั้น ถ้าอยากเติบโตในหน้าที่การงาน เราก็แค่ต้องพิสูจน์ให้เห็นเท่านั้นเองครับว่า ตัวเรานั้นคุ้มค่ากับการลงทุน

    ทุกคนอาจลองถามตัวเองดูครับว่า skill อะไรที่เราควรพัฒนาให้เก่งกว่านี้ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองในสายอาชีพ ทุกวันนี้การหาแหล่งเรียนรู้ไม่ยากแล้วครับ คำถามอยู่ที่ว่า จะเริ่มลงมือทำหรือยังมากกว่า

    2. ตัวตึงไม่มองตัวเองเป็น เหยื่อ

    เหยื่อในที่นี้ หมายถึง คนที่คอยโทษโชคชะตา มองว่าตัวเองไม่มีทางเลือก ไม่สามารถกำหนดอะไรได้ และยอมปล่อยให้ปัญหากลืนกินชีวิต การมองโลกแบบนี้ ยากมากที่จะประสบความสำเร็จครับ

    จริงอยู่ว่า บางทีชีวิตก็ไม่ยุติธรรมและโชคชะตาก็เล่นตลกกับเราจริงๆ ครับ ปัญหาต่างๆ อาจเข้ามา ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิด

    บางคนเกิดมาในครอบครัวที่มีปัญหาทางการเงิน บางคนพยายามหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นหนี้เพราะค่ารักษาพยาบาลของคนในครอบครัว บางคนโดนโกง ถูกคนเอาเปรียบ หรือเจออุปสรรคที่ไม่คาดคิด

    เมื่อเกิดเรื่องเหล่านี้แล้ว ความแตกต่างระหว่างตัวตึงและเหยื่อ คือ เหยื่อจะยอมรับชะตากรรมและปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นต่อไป ในขณะที่ตัวตึงจะสามารถรับมือ ลุกขึ้นสู้และพยายามเอาชนะปัญหาเหล่านั้นให้ได้ แม้ในเรื่องที่ไม่เป็นธรรมก็ตามครับ

    ตัวตึงจะไม่ยอมให้ความคิดเหล่านี้ ปิดกั้นการพัฒนาของตัวเอง เขาเชื่อว่า เป้าหมายของตัวเองสำคัญมากกว่าการมานั่งโทษโชคชะตา แม้เส้นทางของเขาจะยากและต้องพยายามมากกว่าคนอื่นก็ตาม

    ใจความในข้อนี้ ตรงกับคำที่ผมชอบมาก นั่นคือ “resilience” ความสามารถในการล้มแล้วรีบลุก มันคือการไม่ยอมแพ้ การไม่ยอมรับชะตากรรมที่เป็นอยู่ การเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะในปัจจุบันได้ และลงมือทำมันครับ

    ดังนั้น เมื่อชีวิตของทุกคนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก็อยู่ที่ทุกคนแล้วครับว่า จะเลือกเป็นเหยื่อที่คอยโทษโชคชะตาและปิดกั้นโอกาสตัวเอง หรือ จะเป็นตัวตึงที่เข้าใจว่าบางทีโชคร้ายก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา และพร้อมลุกขึ้นสู้ทุกครั้งที่ตัวเองล้ม

    3. ตัวตึงไม่ชอบดึงดราม่า

    เมื่อเกิดความขัดแย้ง มีคนมาพูดไม่เข้าหู หรือ เกิดการทะเลาะกัน คนเรามักสติหลุด ปล่อยให้อารมณ์นำพา และทำให้สถานการณ์มันบานปลายเกินความจำเป็น

    ทุกคนอาจจะคุ้นเคยดีกับการประชุมที่มีการถกเถียงกันเสียงดัง การทะเลาะกันในที่ทำงาน ทะเลาะกับครอบครัว หรือกับแฟน (อารมณ์นี่มัน powerful จริงๆ นะครับ 5555)

    หากลองมานั่งทบทวนดู ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นตรงกันว่า บางเรื่องแม่งโคตรจะเล็กน้อยเลย ไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่ได้ขนาดนี้ได้ แต่ด้วยอารมณ์ ณ ขณะนั้น ทำให้เรา overreact มากเกินไป

    ความหมายในข้อนี้ ไม่ได้หมายถึง ให้ยอมทุกอย่างหรือไม่ตอบสนองอะไรเลยนะครับ ในหนังสือ เขาให้ลองประเมิน ระดับความดราม่า (ชื่อแหม่งๆ 5555) ของสถานการณ์ต่างๆ เป็น scale 1-10 ครับว่าควรอยู่ที่ระดับเท่าไหร่

    ตัวตึง จะตอบสนองกลับไป ในระดับที่เท่ากัน หรือต่ำกว่าครับ เขาจะไม่ overreact กับสิ่งต่างๆ จะเป็นคนที่ควบคุมสถานการณ์ให้เย็นลงได้ ทำให้ห้องประชุมมีบรรยากาศที่สบายขึ้น ทำให้คนรักใจเย็นลง

    ซึ่งบอกตามตรงว่ามันทำไม่ได้ง่ายเลยครับ คนที่ทำแบบนี้ได้จึงเป็นที่เคารพ และมีโอกาสเติบโตมากกว่าคนอื่น

    ทริคที่หนังสือให้มาคือ ทุกครั้งที่มีการทะเลาะกัน ให้ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็น คนนอกที่มองเข้ามายังสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งมันจะทำให้เราได้ตั้งสติ ได้คิด และสามารถตอบสนองแบบเอาอารมณ์ตัวเองออกไปได้ครับ

    ซึ่งผมเห็นด้วยกับทริคนี้มากๆ ครับ เพราะนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราถึงให้คำปรึกษาคนอื่นได้ดีนักดีหนา แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง กลับไปไม่เป็นซะงั้น 5555 เพื่อนๆ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ

    4. ตัวตึงชอบรับ feedback จากคนอื่น เพื่อนำไปพัฒนาตัวเอง

    ข้อนี้จริงๆ มันจะยากในกรณีที่เราได้รับ feedback โดยที่เราไม่ได้เป็นคนร้องขอครับ 55555

    ซึ่งนี่คือจุดแตกต่างของคนที่เป็นตัวตึงเลยครับ ตัวตึงจะชอบมากเวลาที่ตัวเองได้รับ feedback ไม่ว่าจะร้องขอ หรือไม่ได้ร้องขอก็ตาม (อย่างไรก็ตาม feedback ที่ว่านี้ ขอแค่มาจากคนที่หวังดีกับเราจริงๆ นะครับ)

    หากเราสามารถรับมือกับ feedback ได้ จะเป็นข้อดีกับตัวเองมากๆ เพราะเราจะพัฒนาตัวเองได้เร็ว และตรงจุดสุดๆ ครับ ซึ่งข้อนี้ มันจะสอดคล้องกับข้อแรก ที่ให้เรามองตัวเองเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งในตลาด

    ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการทุกคนที่สร้างสินค้าของตัวเองขึ้นมา จะยินดีอย่างมาก หากมีลูกค้าเข้ามาให้ feedback ว่ายังมีจุดไหนที่ต้องปรับปรุงหรือยังไม่ตอบโจทย์บ้าง เพราะเป้าหมายของเรา คือการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

    ทริคที่หนังสือเล่มนี้ให้มา คือ ให้ขอ feedback จากคนที่หวังดีกับเราจริงๆ (ในความคิดผม อาจจะเป็น หัวหน้าของเรา หรือเพื่อนร่วมงานที่สนิท) และอาจถามคำถามเหล่านี้ครับ

    • พี่เคยเห็นผมโชว์ความไม่เป็นมืออาชีพบ้างมั้ย
    • มี skill ไหนที่ผมยังขาดหายไป หรือต้องพัฒนาเพิ่ม (ทั้ง hard และ soft skills)
    • พี่ว่าถ้าผมจะพัฒนาประเด็นที่พี่พูดมา ผมควรเริ่มต้นอย่างไร (เผื่อเขาสามารถแชร์ประสบการณ์ให้ฟังได้)

    และทำอย่างสม่ำเสมอครับ เช่น ทุกเดือน ทุกไตรมาส เพื่อให้เราพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งนิสัยส่วนตัว ทั้งเรื่องการงานเลยครับ ผมเชื่อว่าทุกคนที่ทำงานอยู่ในองค์กร น่าจะมี 1-on-1 กับหัวหน้าเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ลองเพิ่มหัวข้อนี้ เข้าไปเป็นหนึ่งในบทสนทนาดูนะครับ

    5. ตัวตึงสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้

    ความขัดแย้งและความก้าวหน้า มักเป็นสิ่งที่มาคู่กันเสมอครับ

    คนที่ชอบหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง มักจะไม่ค่อยถูกเลือกให้เป็นผู้นำ เพราะหนึ่งในหน้าที่ของผู้จัดการ หรือ Manager ก็คือ การจัดการความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็น การจัดการกับความเห็นที่ไม่ตรงกัน การบอกลาพนักงานที่ไม่มีศักยภาพ หรือการจัดการความขัดแย้งของลูกทีมก็ตาม

    คนที่บริหารจัดการความขัดแย้งได้ดี มักจะได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานที่มีความสำคัญ โดยหนังสือเล่มนี้ ได้ให้ทริคในการจัดการความขัดแย้งมา 4 ข้อ ดังนี้ครับ

    1. คาดหวังถึงความขัดแย้ง
      เมื่อมีการทำงานร่วมกัน ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดความตึงเครียดในการหาทางออกร่วมกัน แต่สิ่งที่จะได้กลับมาคือความก้าวหน้า
    2. การควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญ
      ความขัดแย้งอาจบานปลายได้เมื่อมีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง เมื่อเราโกรธหรือเกลียดขี้หน้าคนที่เรากำลังคุยด้วย เราอาจปิดการทำงานส่วนของเหตุและผล พยายามใจเย็นๆ และคุยกันด้วยเหตุผล (ท่องไว้ “ตัวตึงไม่ดึงดราม่า” 5555)
    3. ให้เกียรติและพยายามเห็นพ้องกับคนที่เรากำลังขัดแย้งด้วย
      เมื่อเรามีความขัดแย้งกับใครสักคน พวกเขามักรู้สึกว่าตำแหน่งหรือสถานะของตัวเองถูกคุกคาม (เช่น อำนาจ ความน่าเชื่อถือ หรือศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ) ทำให้พวกเขาตั้งการ์ดและต่อต้านมากขึ้น เราสามารถหาจุดที่เห็นพ้องบางอย่าง ทำให้เขาสัมผัสได้ว่าเราให้เกียรติเขาแม้ว่าเรามีจุดที่ขัดแย้งกัน สิ่งนี้จะช่วยลดแรงต้านและทำให้การสื่อสารราบรื่นขึ้น
    4. เปิดใจรับฟังความเห็นคนอื่น และยอมรับว่าบางทีเราอาจจะผิดก็ได้นะ
      ความขัดแย้งอาจไม่มีวันจบ หากแต่ละฝ่ายยึดถือความคิดเห็นของตัวเองอย่างสุดโต่ง outcome ของความขัดแย้ง คือ ความก้าวหน้า และการเดินไปในทางที่ถูกด้วยกัน ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด

    ตัวตึง จะรักความขัดแย้งที่สร้างความก้าวหน้า เหมือนกับนักกีฬาที่รักความเจ็บปวดจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก เพราะการได้ผ่านความขัดแย้งที่ดี และความตึงเครียดนี่เองที่จะทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้ในทางที่ถูกต้องครับ

    6. ตัวตึงต้องการเป็นที่เชื่อมั่นและนับถือ มากกว่าเป็นที่ชื่นชอบ

    คนที่พึ่งได้เป็นหัวหน้าใหม่ๆ จะกังวลเรื่องการทำตัวให้ลูกทีมชื่นชอบ มากกว่าเป็นที่นับถือครับ และมักแสดงออกด้วยการเป็นหัวหน้าที่ใจดี มีความสนิทสนมและเอาใจสมาชิกภายในทีม

    ซึ่งการทำแบบนี้อาจได้ผลดีในระยะสั้นครับ (คือลูกทีมชื่นชอบ) แต่ในระยะยาวการทำให้ลูกทีมมีความเชื่อมั่น และอยู่กับเราไปนานๆ สิ่งที่ลูกทีมต้องการมากที่สุด ไม่ใช่ความเป็นกันเองพวกนี้เลยครับ แต่คือ ความชัดเจน และเชื่อมั่นในตัวหัวหน้า

    หนังสือได้บอก 3 สิ่งที่ทุกคนนับถือในตัวหัวหน้า ดังนี้ครับ

    1. ความคาดหวังที่ชัดเจน
      หัวหน้าจะต้องทำให้ลูกทีมเข้าใจว่า บริษัทหรือแผนกกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน เป้าหมายของทีมหรือองค์กรคืออะไร หากลูกทีมโดนถามว่า ‘หัวหน้าคาดหวังอะไรจากตัวพวกเขาบ้าง?’ พวกเขาควรต้องตอบได้ หากตอบไม่ได้ แสดงว่าหัวหน้าอาจยังนำทีมไม่ได้ดีพอ
    2. หน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน
      หัวหน้าควรแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับลูกทีมแต่ละคนอย่างชัดเจน และพยายามย้ำเตือนเมื่อถึงการประชุมประจำวัน หรือประจำสัปดาห์ เช่น “A ดูแลเรื่องการทำ report ประจำเดือนอยู่ใช่มั้ย?” “B ต้องโทรหาลูกค้าเพื่อเสนอขายสินค้า 15 สายต่อวันใช่มั้ย?”
    3. มีรางวัลสำหรับการทำดี
      เมื่อเราอธิบายทิศทางของทีมและกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจนแล้ว เราควรสร้าง Challenge และสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ หากใครทำได้ดี ก็ควรมีการให้รางวัลครับ รางวัลที่ว่านี้ ขอแค่เป็นคำชื่นชมก็ยังดีนะครับ เพราะไม่ว่าลูกทีมจะทำงานได้ดี ตรงใจเรามากแค่ไหน หากไม่มีคำชื่นชมจากหัวหน้า พวกเขาจะไม่มีทางมั่นใจได้เองว่ากำลังทำได้ดีจริงๆ อย่าปล่อยให้ลูกทีมต้องเดาใจหัวหน้าเองครับ

    สำหรับใครที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ และพึ่งได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีม (ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ) หนังสือยังได้ฝากว่า ระหว่างที่เราเติบโตในสายงาน พยายามอย่านำเอาตำแหน่งที่เราได้รับ มาเป็นเรื่องส่วนตัว แทนที่จะพยายามให้เป็นที่ชื่นชอบ เราควรทำให้ลูกทีมของเรานับถือมากกว่าครับ

    การที่เราได้เลื่อนตำแหน่ง แล้วรู้สึกว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมันเปลี่ยนไป ดูมีระยะห่างมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติครับ ระยะห่างที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาไม่พอใจเรานะครับ แต่เป็นเพราะเขาให้ความเคารพเพื่อนของเขา มากกว่าแต่ก่อนนั่นเองครับ

    7. ตัวตึงลงมือทำจริง

    ข้อนี้ผมเองก็เป็นบ่อย 5555 เรามีไอเดียอยากจะทำเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาตัวเอง งานอดิเรก การทำธุรกิจ หรือเรื่องอะไรก็ตาม มันมักจะตันอยู่แค่ในจินตนาการของเราเท่านั้น ก่อนจะเลือนหายไปตามกาลเวลา

    ตัวผู้เขียน (คุณ Donald Miller) ได้เล่าในหนังสือว่า เขาได้คุยกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายคน แต่ละคนก็จะมี character หรือ style ที่แตกต่างกันออกไป บางคนเป็นคนถ่อมตัว บางคนชอบเอาชนะ บางคนมีพลังงานเยอะ หรือบางคนดูสบายๆ แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกันทุกคน คือ พวกเขาเป็นคนที่คิดแล้วลงมือทำจริ

    เขายังพบว่า แต่ละคนนั้นไม่ได้รอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง หรือมีความคิดสร้างสรรค์ขนาดนั้น แต่ด้วยแนวคิดการลงมือทำจริงนี่แหละครับ ที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ประสบความสำเร็จ มีอิทธิพลและเงินทองมากมายดังที่เป็นอยู่

    ตัวตึงจะไม่ยอมปล่อยให้ไอเดียต่างๆ ของเขาติดแหง็กอยู่แค่ในจินตนาการ และจะลงมือทำอะไรบางอย่างให้ไอเดียเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง

    ผมมองว่า เรื่องนี้ยังสามารถปรับใช้ได้กับวินัยในชีวิตประจำวันของเราด้วยครับ เช่น การตื่นนอนแล้วลุกไปอาบน้ำทันที การทำงานบ้าน การออกกำลังกาย หรือการติดต่อหาลูกค้าทันที ซึ่งเราชอบพูดกับตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยทำ”

    ตัวอย่างที่ผมเห็นได้ชัดเลย คือ หัวหน้าของผมครับ ผมทำงานอยู่แผนก CEO Office ซึ่งทำงานกับ CEO โดยตรง หนึ่งสิ่งที่ผมเห็นเขาทำเสมอ คือ เวลาเขามีไอเดียหรือมีเรื่องอะไรที่สำคัญ เขาจะลงมือทำทันทีโดยไม่ปล่อยให้เสียเวลา ซึ่งผมมองว่า แนวคิดการลงมือทำทันทีนี้แหละ แม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันจะเป็นพื้นฐาน สร้างเป็นนิสัยในการลงมือทำจริงกับไอเดียที่ใหญ่ขึ้น

    บทความที่ทุกคนอ่านอยู่นี้ ก็มาจากการที่ผมมีไอเดียที่อยากจะแชร์แนวคิดดีๆ ให้ทุกคนฟัง และลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง ผมใช้การตื่นเช้าตรู่ และเวลาว่างหลังเลิกงาน ในการสร้างสรรค์บทความนี้ขึ้นมา เป็นบทความแรกของชีวิต ผมขอขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ

    “Life is too short” ชีวิตมันสั๊นสั้นครับ ทุกคนที่อ่านอยู่ตอนนี้ ลองย้อนดูว่ามีไอเดียอะไรดีๆ ที่เราปล่อยให้หลุดหายไปมั้ยครับ ถ้ามี เรามาเริ่มทำไปด้วยกันครับ สู้ๆ ครับทุกคน

    8. ตัวตึงไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะสับสน

    สถานการ์ต่างๆ เรามักทราบดีอยู่แล้วครับว่า อะไรถูก/ผิด อะไรควรทำ/ไม่ควรทำ แต่บ่อยครั้งเรามักเลือกที่จะสับสน ยืดการตัดสินใจ หรือปล่อยปัญหาเหล่านั้นไว้ เพียงเพราะเราไม่สบายใจที่จะทำ หรือไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

    เราทราบดีครับว่า ต้องทำอย่างไรกับพนักงานที่ทำงานไม่ได้มาตรฐานมาเป็นปีๆ เรารู้ว่าควรซื้อของชิ้นนี้หรือควรเก็บออมเงินไว้ เรารู้ว่าควรต้องเข้านอนกี่โมง เรารู้ทุกอย่าง แต่เราแค่ไม่อยากทำสิ่งเหล่านี้ และเลือกทำเป็นสับสน

    หนังสือได้อธิบาย สาเหตุที่เราเลือกทำเป็นสับสน มาจาก 3 เหตุผลหลักๆ ครับ

    1. เราชอบทำให้คนอื่นพอใจ
      เรากังวลว่าคนอื่นจะยังชอบเราอยู่มั้ย หากเราทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
    2. เราจะเสียหน้า
      เรากังวลว่าคนอื่น (มักเป็นคนแปลกหน้า) จะคิดไม่เหมือนเรา หากเราทำสิ่งที่ถูกต้อง
    3. เรากลัว
      เรากลัวได้รับผลกระทบตามมา ทั้งเรื่องเงินหรือกายภาพ

    ตัวตึงจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองสับสน ไม่ยอมให้ความพอใจของผู้อื่น การกลัวความขัดแย้ง และความไม่สบายใจที่จะทำ มาขัดขวางการทำสิ่งที่ถูกต้อง

    ข้อนี้จะสองคล้องกับ ข้อที่ 5 เรื่องการจัดการกับความขัดแย้ง ความขัดแย้งกับความก้าวหน้ามาคู่กันเสมอ ถ้าเราวิ่งหนีความขัดแย้ง ก็ยากที่จะสำเร็จครับ

    ทริคที่หนังสือให้มา คือ ให้ลองมองตัวเองจากมุมมองของคนนอก พยายามมีสติ รู้ตัวทุกครั้งเมื่อเราปล่อยให้ตัวเองสับสน และตั้งคำถามว่า เราควรต้องทำอะไร ถ้าเราไม่ได้ถูกขัดขวางไว้ด้วยความสับสน (ที่เราเลือกเอง)

    ทุกคนเคยปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะสับสนมั้ยครับ เมื่อก่อนผมเป็นแทบทุกคืน รู้ว่าต้องนอนแล้ว แต่ขอดู youtube อีกสักคลิปได้มั้ย 5555

    หลังๆ ผมชอบเตือนตัวเองว่า “ทำไปแล้วได้อะไร” ก็ช่วยได้เยอะเหมือนกันครับ มาเปลี่ยนแปลงตัวเองไปด้วยกันนะครับ

    9. ตัวตึงมองโลกในแง่ดีเสมอ

    โดยธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดติดตัวมาตั้งแต่บรรพบุรุษยุคโบราณ เราเก่งมากในการคาดการณ์ถึงเรื่องร้ายหรือความอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น เวลาที่เรารู้สึกระแวงเมื่อมีคนแปลกหน้าจ้องมองเรานานเกินไป หรือ ลังเลที่จะเดินเข้าไปในซอยเปลี่ยวมืดๆ คนเดียว

    นอกจากสัญชาตญาณระวังภัย เรายังเก่งในการป้องกันตัวเองจากความอับอาย เพราะมันอาจทำให้เราเสียอำนาจหรือตำแหน่งในกลุ่ม อีกทั้งเรายังเก่งในการหลีกเลี่ยงการกระทำที่มีโอกาสล้มเหลว เพราะไม่ต้องการสูญเสียทรัพยากรที่มีอยู่

    ทั้งหมดนี้ เป็นเหมือน skill แฝง ที่ติดตัวเรามา เป็นกลไกตามธรรมชาติซึ่งช่วยให้เราอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

    แต่ในปัจจุบัน การปล่อยให้ตัวเองตัดสินใจตามสัญชาตญาณทุกเรื่อง อาจเป็นกำแพงที่ขวางกั้นเราไว้จากการเติบโต

    ใจความของข้อนี้ คือการที่เราพยายาม crack สัญชาตญาณของตัวเอง กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ และกล้าที่จะล้มเหลวมากขึ้น (เพราะเดิมทีเรา conservative มากไป) และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่เมื่อความล้มเหลวเกิดขึ้น

    ยิ่งล้มเหลว ก็ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งได้ทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้น โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน

    และสิ่งที่จะผลักดันให้เราทำต่อไปได้เรื่อยๆ ก็คือการมองโลกในแง่ดีนั่นเอง

    Thomas Edison ล้มเหลวหลายพันครั้งก่อนจะคิดค้น หลอดไฟ ที่ใช้งานได้จริง และกลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก

    J. K. Rowling นักเขียนที่ถูก 12 สำนักพิมพ์ปฏิเสธงานเขียน จนในที่สุดสำนักพิมพ์ Bloomsbury ตัดสินใจตีพิมพ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก่อนกลายเป็นหนึ่งในนิยายที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก

    Elon Musk ล้มเหลวกับจรวด Falcon1 ของ SpaceX ถึง 3 ลำ ส่งผลให้บริษัทแทบไม่มีเงินทุนเหลือ ก่อนสำเร็จในครั้งที่ 4 และได้รับสัญญาจาก NASA มูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยให้บริษัทรอดพ้นจากภาวะล้มละลาย

    ตัวอย่างเหล่านี้ จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าพวกเขาแต่ละคนคิดว่า พวกเขาไม่น่าจะทำสำเร็จ

    ไม่มีอะไรจะทำให้เราสูญเสียในชีวิตไปมากกว่าการคิดไปก่อนว่าสิ่งต่างๆ จะล้มเหลว

    แล้วทุกคนล่ะครับ มีเรื่องอะไรที่เราไม่กล้าเริ่มทำเพราะกลัวจะล้มเหลวมั้ย

    การกล้าลงมือทำนี้ ไม่ได้หมายถึงให้ทุกคน ทุ่มสุดตัว ขายบ้าน ขายรถ ทุ่มทุกอย่างไปกับมันนะครับ แต่อยากให้กล้าลองทำอะไรใหม่ๆ อย่างมีสมดุล (ไม่ conservative มากไปตามสัญชาตญาณ) กล้าที่จะล้มเหลว ลุกขึ้นแล้วเดินต่อไป เพราะก้าวเล็กๆ นี่แหละครับ อาจเป็นก้าวที่เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

    10. ตัวตึงมี Growth Mindset พร้อมเรียนรู้เสมอ

    ถึงข้อสุดท้ายแล้วครับ เย้!! เก่งมากครับทุกคน

    ข้อนี้ จะพูดถึงว่า คนเราแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ คนที่มี Fixed Mindset และคนที่มี Growth Mindset

    Fixed Mindset คือ คนที่เชื่อว่า ความสามารถเป็นสิ่งตายตัว นิสัยหรือทักษะของตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่ต้น เมื่อทำอะไรแล้วล้มเหลว คนเหล่านี้ จะยอมแพ้และยอมรับชะตากรรมอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าตัวเองไม่สามารถพัฒนาให้เก่งกว่านี้ได้อีกแล้ว

    ทั้งหมดที่เกริ่นมานี้ ตรงข้ามกับ 9 ข้อแรกอย่างสิ้นเชิง ผมเชื่อว่าคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้ ไม่ใช่คนที่มี Fixed Mindset แล้วครับ 55555

    ตัวตึงที่มี Growth Mindset คือ คนที่เชื่อว่าตัวเองสามารถเรียนรู้และพัฒนาให้เก่งขึ้นได้ตลอดเวลา ขอแค่มีความพยายามมากพอ

    Mindset นี้ ยังทำให้เขาไม่หยุดแค่เพียงเป้าหมายเดียวด้วยครับ เขาจะตั้งเป้าหมายใหม่ที่ Challenge ตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนการปีนเขาถึงจุดสูงสุดได้สำเร็จ และมองหาภูเขาลูกใหม่ที่สูงกว่าเดิม

    Growth Mindset สามารถฝึกฝนได้ ขอแค่มองโลกให้แตกต่างออกไป 5 เรื่องดังนี้

    1. ความท้าทาย
      เราต้องเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ไม่ใช่หลีกเลี่ยงมัน งานอะไรที่ทำให้เราเติบโตและได้เรียนรู้ แม้เป็นงานที่ยาก ก็ควรลงมือทำมันครับ
    2. อุปสรรค
      ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม อุปสรรคเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเสมอ มันอาจทำให้เราปวดหัว ท้อแท้ และอยากถอดใจ แต่ถ้าผ่านไปได้ มันอาจให้บทเรียนอันล้ำค่ากับเรา
    3. ความทุ่มเท
      ความทุ่มเท จะทำให้เราเชี่ยวชาญและเก่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ความพยายามที่สูญเปล่า
    4. คำวิจารณ์
      นำคำติชมที่มีประโยชน์ มาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง แทนที่จะเมินเฉย
    5. ความสำเร็จของคนอื่น
      มองความสำเร็จของคนอื่น เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง แทนที่จะรู้สึกอิจฉา

    ผมว่า Mindset นี้เอง ยังเป็นสิ่งที่นายจ้างมองหาในตัวลูกจ้างเป็นอันดับแรกๆ อีกด้วย เพราะยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว คนที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว คือคนที่จะอยู่รอดและเป็นกำลังสำคัญขององค์กร ไม่ว่าสายงานไหนก็ตาม

    มาเป็นตัวตึงที่มีการพัฒนาไม่รู้จบ มองความท้าทายเป็นโอกาส อุปสรรคเป็นบทเรียน และไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลวกันครับ

    ท้ายบท

    จบไปแล้วครับกับ 10 คุณลักษณะในการเป็นตัวตึง หรือ value-driven professional

    1. ตัวตึงมองตัวเองเป็นเหมือน Product ชิ้นหนึ่งที่กำลังแข่งขันในตลาด
    2. ตัวตึงไม่มองตัวเองเป็น เหยื่อ
    3. ตัวตึงไม่ชอบดึงดราม่า
    4. ตัวตึงชอบรับ feedback จากคนอื่น เพื่อนำไปพัฒนาตัวเอง
    5. ตัวตึงสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้
    6. ตัวตึงต้องการเป็นที่เชื่อมั่นและนับถือ มากกว่าเป็นที่ชื่นชอบ
    7. ตัวตึงลงมือทำจริง
    8. ตัวตึงไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะสับสน
    9. ตัวตึงมองโลกในแง่ดีเสมอ
    10. ตัวตึงมี Growth Mindset พร้อมเรียนรู้เสมอ

    รู้สึกยังไงบ้างครับ หลังอ่านจบ

    ครั้งแรกที่ผมอ่าน ก็แอบรู้สึกตื่นเต้นกับตัวเองเบาๆ ครับ ทุกคนลองคิดดูว่า ถ้าเรานำคุณลักษณะ 10 ข้อนี้ มาปรับใช้กับตัวเอง เป็นเวลา 1 ปี เราจะเติบโตไปแค่ไหนเชียว

    หวังว่ามันจะให้อะไรบางอย่าง และทำให้ทุกคนเป็นตัวเองใน version ที่ดีกว่าเดิมนะครับ

    แนะนำหนังสือ

    เล่มนี้ ขอยกให้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ชอบที่สุดเลยครับ อ่านและย่อยมากๆ ครับ ทั้ง version อังกฤษและไทยเลย (ขอยกเครดิตให้กับพี่ทอย Data Rockie ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ ผมเป็นนักเรียน Data Science Bootcamp แกอยู่ครับ5555)

    และอยากจะโม้ต่อว่า เนื้อหาที่ผมสรุปให้เพื่อนๆ ฟัง มาจากแค่บทเดียวเท่านั้น คือ บทแรก!!

    ใครชอบเรื่อง Self Development และ Business แนะนำให้ไปซื้ออ่านเองเลยครับ ลิงค์ที่นี่เลย

    Se-ed (ซีเอ็ด): https://s.shopee.co.th/9pQTVmLJvk

    ส่วนตัวผมเอง จะพยายามหาเรื่องที่น่าสนใจ (ไม่ใช่แค่เล่มนี้) มาสรุปให้เพื่อนๆ ฟังอีกนะครับ

    แล้วเจอกันบทความหน้าครับบายยย