Author: Title J.

  • การตลาดที่ดี ต้องใช้เงินเยอะจริงหรอ? สรุปแนวคิดจากหนังสือ “Growth Hacking Marketing”

    การตลาดที่ดี ต้องใช้เงินเยอะจริงหรอ? สรุปแนวคิดจากหนังสือ “Growth Hacking Marketing”

    ประโยคนี้อาจจะเคยเป็นความจริงในยุคก่อน ที่การจะเข้าถึงลูกค้าได้ต้องผ่านสื่อใหญ่ๆ อย่างทีวี วิทยุ หรือป้ายบิลบอร์ดเท่านั้น ภาพจำของนักการตลาดที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีงบในมือเป็นล้านๆ เพื่อทุ่มซื้อโฆษณาให้คนเห็นเยอะที่สุด

    แต่ในยุคนี้ แนวคิดดังกล่าวอาจไม่ใช่ทางเลือกเดียว ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จอีกต่อไปแล้วนะครับ

    แนวคิด Growth Hacking จากหนังสือ “Growth Hacking Marketing” ของ Ryan Holiday คือคำตอบสำหรับโลกการตลาดที่ไม่ได้มีแค่การทุ่มเงินอัดโฆษณาเพื่อยัดใส่ตาลูกค้าอีกต่อไป แต่มันคือแนวทางที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความคิดสร้างสรรค์” และ “การใช้ข้อมูล” เพื่อสร้างสิ่งที่ลูกค้าต้องการและอยากบอกต่อนั้น ทรงพลังกว่าแค่การมี “เงิน” เยอะเพียงอย่างเดียว

    เตรียมพบกับ Case Study จริงจากบริษัทอย่าง Hotmail, Dropbox, และ Airbnb ที่ทำการตลาดได้ปังสุดๆ โดยแทบไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา แล้วทุกคนจะรู้ว่าการตลาดที่ฉลาด ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป!

    การทำการตลาดแบบดั้งเดิม

    ก่อนอื่นเรามาเจาะกันก่อนว่า ทำไมการตลาดแบบดั้งเดิมถึงไม่ได้ผลดี?

    • มันคือการยิงกราด: การตลาดแบบเก่าเหมือนการเอาปืนกลมายิงกราดในฝูงชน หวังว่าจะโดนเป้าหมายสักคน ซึ่งมันเปลืองกระสุน (เงิน) อย่างมหาศาล
    • มันวัดผลแทบไม่ได้: บริษัทที่ติดป้ายบิลบอร์ดไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่ขับรถผ่านแล้วมาซื้อของมีกี่คน ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) จึงเป็นเรื่องของการ “คาดเดา” ล้วนๆ
    • มันน่ารำคาญ: คนยุคนี้เกลียดการถูกขัดจังหวะ เรามี Ad Blocker, เราจ่ายเงินเพื่อดู YouTube Premium แบบไม่มีโฆษณา, เราเรียนรู้ที่จะมองข้ามแบนเนอร์ไปโดยอัตโนมัติ การยัดเยียดโฆษณาจึงเป็นวิธีสร้างความรำคาญมากกว่าสร้างความภักดี

    “แต่มันช่วยสร้าง Brand Awareness นะ”

    นี่คือหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดที่หนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เห็น เวลาเราพูดถึงความคุ้มค่าของโฆษณาราคาแพง คำตอบที่เรามักจะได้ยินคือ “มันช่วยสร้าง Brand Awareness”

    ซึ่งหนังสือ “Growth Hacking Marketing” ได้ท้าทายแนวคิดนี้อย่างสิ้นเชิง

    ในมุมมองของ Growth Hacker ตามที่หนังสือได้อธิบายไว้ คำว่า “Awareness” เป็นตัวชี้วัดที่คลุมเครือและจับต้องได้ยาก หัวใจของ Growth Hacking คือการกระทำทุกอย่างต้องวัดผลและนำไปสู่การเติบโตได้จริง หนังสือเปรียบเปรยว่าการทุ่มเงินเพื่อสร้าง Awareness อย่างเดียวนั้น ไม่ต่างอะไรกับการไปตะโกนชื่อแบรนด์ของเรากลางสยามสแควร์

    ถามว่ามีคนได้ยินไหม? ได้ยินแน่นอนครับ นั่นคือ Awareness แต่แล้วยังไงต่อ? มีคนเดินมาซื้อของของเราไหม? ใครคือคนที่ได้ยิน? พวกเขาสนใจสินค้าเราจริงหรือเปล่า?

    คำตอบคือ เราไม่สามารถรู้ได้เลยครับ

    สิ่งที่ Growth Hacker แสวงหา คือ Awareness ที่เกิดขึ้นในฐานะ “ผลพลอยได้” (Byproduct) ไม่ใช่การตั้งเป็นเป้าหมายหลักของการตลาด

    Awareness ที่ดีและมีความหมายในแบบของ Growth Hacking เกิดจากการที่ลูกค้าใช้สินค้าของเราแล้วรักมันมากจนต้องไปบอกต่อเพื่อน, เกิดจากการแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริงจนพวกเขาทวีตถึงเรา, หรือเกิดจากการสร้าง value ที่มากพอจนสื่อต่างๆ อยากเขียนถึงเราเอง “Marketing is the product” ซึ่งมันทั้งฟรีและทรงพลังกว่าหลายเท่าครับ

    แล้วแนวคิด “Growth Hacking” คืออะไร

    Growth Hacking เป็น “Mindset” หรือชุดความคิด ที่มีเป้าหมายเดียวชัดเจนคือ “การเติบโต” โดยทุกไอเดียต้องสามารถ

    1. ทดลองได้ (Testable)
    2. ติดตามผลได้ (Trackable)
    3. ขยายผลได้ (Scalable)

    Growth Hacker คือส่วนผสมระหว่าง:
    นักการตลาด + นักวิเคราะห์ข้อมูล + โปรแกรมเมอร์

    พวกเขาไม่ได้คิดแคมเปญใหญ่ปีละครั้ง แต่จะตั้งคำถามเล็กๆ ทุกวัน เช่น “ถ้าเราเปลี่ยนสีปุ่มนี้ ยอดสมัครจะเพิ่มขึ้น 2% ไหม?” หรือ “เราจะสร้างฟีเจอร์อะไรที่ทำให้ลูกค้าต้องชวนเพื่อนมาใช้ให้ได้?” แล้วก็ลงมือทดลอง, เก็บข้อมูล, และเรียนรู้จากมันอย่างรวดเร็ว

    Playbook ของ Growth Hacker

    ขั้นตอนที่ 1: ทุกอย่างเริ่มต้นที่ Product-Market Fit (ไม่ใช่การตลาด)

    ใน Playbook ของ Growth Hacker ไม่ได้เริ่มต้นคำถามว่า “จะโปรโมทสินค้ายังไง?” แต่จะเริ่มที่คำถามว่า “product ของเราดีพอแล้วหรือยัง?” นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Product-Market Fit (PMF) ซึ่งเป็นเสาเอกของบ้าน ถ้าเสาไม่แข็งแรง การทุ่มเงินตกแต่งบ้าน (ทำการตลาด) ก็มีแต่จะทำให้บ้านพังเร็วขึ้น

    หนังสืออธิบายว่า การตลาดไม่สามารถแก้ไข product ที่ห่วยได้ มันทำได้แค่เร่งกระบวนการตายของ product นั้นให้เร็วขึ้น เพราะยิ่งเราโปรโมทสินค้าที่ไม่ดีออกไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคนจำนวนมากเท่านั้นที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์แย่ๆ และบอกต่อในทางลบ

    เคล็ดลับในการวัดและหา PMF:

    1. คุยกับลูกค้าอย่างจริงจัง: Ryan Holiday ย้ำว่าต้อง “ออกจากออฟฟิศ” ไปคุยกับผู้ใช้งานจริง สังเกตว่าพวกเขาใช้ product ของเราอย่างไร ส่วนไหนที่พวกเขาสับสน ส่วนไหนที่ทำให้ตาเป็นประกาย นั่นคือ insight ที่ประเมินค่าไม่ได้
    2. ใช้ “แบบสำรวจความผิดหวัง” ของ Sean Ellis: ถามคำถามสำคัญข้อเดียวกับผู้ใช้งานของเราว่า “คุณจะรู้สึกอย่างไรถ้าพรุ่งนี้สินค้า/บริการของเราหายไป?”
      • ให้เลือกระหว่าง – ก. ผิดหวังมาก / ข. ค่อนข้างผิดหวัง / ค. ไม่รู้สึกอะไร
      • ตามเกณฑ์ของ Sean Ellis ถ้ามีผู้ตอบว่า “ผิดหวังมาก” เกิน 40% นั่นคือสัญญาณที่ดีว่าเรากำลังเข้าใกล้ PMF แล้ว ถ้าไม่ถึง ก็แปลว่า product ของเรายังเป็นแค่ “ของที่มีก็ดี” แต่ไม่ใช่ “ของที่ขาดไม่ได้” และนั่นคือหน้าที่ที่เราต้องกลับไปแก้ไข
    3. หา “Aha! Moment” ให้เจอ: มันคือวินาทีที่ผู้ใช้ “เก็ท” และเห็น value และ ประโยชน์ที่แท้จริงของ product ของเรา หน้าที่ของเราคือออกแบบทุกอย่างเพื่อนำผู้ใช้ใหม่ไปสู่จุดนั้นให้เร็วและง่ายที่สุด

    ขั้นตอนที่ 2: การหาลูกค้ากลุ่มแรก (Acquisition) แบบไม่หว่านแห

    เมื่อเรามั่นใจในตัวผลิตภัณฑ์แล้ว ก็ถึงเวลาตามล่าหาลูกค้า หนังสือไม่ได้สอนให้เราไปซื้อโฆษณา Google Ads แต่สอนให้เราเป็นเหมือนนักสืบที่ต้องหาว่า ลูกค้ากลุ่มแรกของเราไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหน แล้วนำ product ของเราไปเสนอให้ถูกที่ ถูกเวลา

    Acquisition Strategy ที่น่าสนใจ:

    • สร้าง Content ให้ความรู้ (Content Marketing): คือ แทนที่จะตะโกนว่า “ซื้อฉันสิ!” ให้เปลี่ยนเป็นการให้ความรู้หรือคุณค่าก่อน ตัวอย่างเช่น
      • Mint.com เว็บไซต์จัดการการเงินส่วนบุคคล ก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะเสร็จสมบูรณ์ พวกเขาสร้างบล็อกที่ให้ความรู้ด้านการเงินที่มีคุณภาพสูงและอ่านสนุก ทำให้พวกเขาสร้างฐานแฟนคลับและรวบรวมอีเมลจากผู้ที่สนใจได้มหาศาล เมื่อผลิตภัณฑ์เปิดตัว พวกเขาก็มีลูกค้ากลุ่มใหญ่รอใช้งานอยู่แล้ว
      • ในไทยเองก็มีตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างแบรนด์สกินแคร์ INGU โดยคุณอิงค์ (Ingck) ที่เริ่มต้นจากการสร้างคอนเทนต์ให้ความรู้เรื่องส่วนผสมสกินแคร์ในเชิงวิทยาศาสตร์จนได้รับนิยมและความน่าเชื่อถือสูง เมื่อคุณอิงค์สร้างฐานแฟนคลับที่เชื่อมั่นในความรู้ของแกได้แล้ว การเปิดตัวแบรนด์จึงไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์ แต่เป็นการขายให้กับกลุ่มคนที่รอคอยและพร้อมจะซื้อทันที
    • กลยุทธ์ขอยืม Traffic (Piggybacking): หาทางนำผลิตภัณฑ์ของเราไป “เกาะ” กับแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น
      • PayPal เติบโตอย่างระเบิดเถิดเทิงด้วยการเป็นระบบจ่ายเงินที่น่าเชื่อถือที่สุดบน eBay (เว็บไซต์ประมูลสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น)
      • ส่วน Airbnb ก็ใช้วิธีสร้างเครื่องมือให้คนโพสต์ที่พักของตัวเองจาก Airbnb ไปยัง Craigslist (เว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ของอเมริกาที่มีคนลงประกาศหาสินค้าและที่พักจำนวนมาก)ได้ง่ายๆ เพื่อดึงดูดทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าจากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่
    • ทำในสิ่งที่ขยายผลไม่ได้ (Do Things That Don’t Scale): ในช่วงเริ่มต้น อย่าเพิ่งคิดถึงระบบอัตโนมัติหรือการ scale แต่จงใช้แรงเข้าสู้เพื่อเข้าถึงฐานผู้ใช้กลุ่มแรก และเรียนรู้จากพวกเขาให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น
      • Uber ที่ใช้วิธีส่งทีมงานไปตามงานอีเวนต์เกี่ยวกับเทคโนโลยีในซานฟรานซิสโก เพื่อเสนอให้ทดลองนั่งรถฟรีแก่ผู้เข้าร่วมงาน เป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Tech Influencers) ที่แม่นยำและสร้างกระแสได้อย่างรวดเร็ว
      • Reddit ในช่วงแรกเริ่ม ผู้ก่อตั้งได้สร้างบัญชีปลอมขึ้นมามากมายเพื่อโพสต์เนื้อหาและสร้างบทสนทนา ทำให้เว็บดูคึกคักและมีชีวิตชีวา จนดึงดูดผู้ใช้จริงให้เข้ามาร่วมวงได้สำเร็จ หรือ

    ขั้นตอนที่ 3: ทำให้ลูกค้าติดใจและอยากบอกต่อ (Activation & Referral)

    การดึงคนเข้ามาในร้านได้เป็นแค่ก้าวแรก หากอาหารไม่อร่อยหรือบริการไม่ดี เขาก็จะเดินจากไปและไม่กลับมาอีกเลย ขั้นตอนนี้คือการทำให้ลูกค้า “ติดใจ” และเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นนักการตลาดให้เรา

    • ส่งผู้ใช้ให้ถึง “Aha! Moment” โดยเร็วที่สุด: นี่คือการสานต่อจากตอนหา PMF เมื่อเรารู้แล้วว่า “Aha! Moment” ของเราคืออะไร เราต้องออกแบบ User Experience ทั้งหมดเพื่อส่งผู้ใช้ไปให้ถึงจุดนั้น
      • Facebook ค้นพบว่าผู้ใช้ที่จะอยู่กับพวกเขาต่อคือผู้ใช้ที่ “มีเพื่อนอย่างน้อย 7 คนภายใน 10 วันแรก” พวกเขาจึงทำทุกวิถีทาง เช่น สร้างฟีเจอร์ “คนที่คุณอาจจะรู้จัก” (People You May Know) เพื่อให้ผู้ใช้ใหม่บรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้
    • สร้างกลไกการบอกต่อฝังไว้ใน product (Built-in Virality): การบอกต่อที่ดีที่สุดคือการบอกต่อที่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่แคมเปญชั่วคราว
      • Hotmail ได้แทรกข้อความง่ายๆ พร้อมลิงก์ไว้ท้ายอีเมลว่า “P.S. I love you. Get your free email at Hotmail” ข้อความนี้ไม่ได้มาในรูปแบบแบนเนอร์โฆษณาที่น่ารำคาญ แต่มาในรูปแบบ “ป.ล.” (ปล. หรือ P.S.) ที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเองเหมือนเพื่อนเขียนเสริมเข้ามาเอง ผลลัพธ์คือ ผู้รับสารไม่ได้มองว่ามันคือโฆษณา ทำให้เกิดการสมัครใช้งานต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ
      • Dropbox ใช้วิธี “ให้และรับ” (Dual-Sided Referral) ที่ทรงพลังทางจิตวิทยา เพราะผู้ชวนรู้สึกเหมือนกำลัง “มอบของขวัญ” ให้เพื่อน ไม่ใช่แค่การหลอกใช้เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง
        • Dropbox เปลี่ยนไอเดีย marketing campaign ทั่วไปจาก “ชวนเพื่อนมาใช้แล้ว คุณจะได้พื้นที่เพิ่ม 500MB” ซึ่งเวลาเราจะไปชวนเพื่อน ในใจเราจะรู้สึกตะขิดตะขวงเล็กน้อย มันเหมือนเรากำลังจะไป “หลอกใช้” หรือ “เอาเปรียบ” เพื่อนเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
        • โดย Dropbox ได้เปลี่ยนเกมทั้งหมดด้วยการเปลี่ยนเป็น “ชวนเพื่อนมาใช้ แล้ว คุณจะได้พื้นที่เพิ่ม 500MB และเพื่อนของคุณก็ได้ด้วย!” เพียงเท่านี้ การกระทำทั้งหมดก็เปลี่ยนไปทันที จากการ “เอาเปรียบ” กลายเป็นการ “มอบของขวัญ” หรือ “แนะนำสิ่งดีๆ” เราไม่ได้ทักเพื่อนไปในฐานะนักขาย แต่ทักไปในฐานะเพื่อนที่นำข่าวดีไปบอก กำแพงในใจของผู้ชวนจึงทลายลง การบอกต่อจึงเกิดขึ้นอย่างง่ายดายและจริงใจ

    ขั้นตอนที่ 4: การรักษาฐานลูกค้าและสร้างการเติบโตซ้ำๆ (Retention & Optimization)

    ธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่จำนวนลูกค้าใหม่ แต่วัดกันที่จำนวนลูกค้าที่ยังคงอยู่กับเรา หนังสือเปรียบเปรยว่าการหาลูกค้าใหม่โดยไม่สนใจลูกค้าเก่า ก็เหมือน “การพยายามเติมน้ำใส่ถังที่รั่ว” เติมเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม

    • สร้างลูปและทริกเกอร์เพื่อดึงลูกค้ากลับมา: ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีเหตุผลที่ลูกค้าต้องกลับมาใช้งานซ้ำๆ Zynga ผู้สร้างเกม Farmville คือเจ้าพ่อในเรื่องนี้ พวกเขาสร้างลูปที่สมบูรณ์แบบ: พืชของคุณกำลังจะโต (ทริกเกอร์), คุณต้องกลับมาเก็บเกี่ยว (แอคชัน), คุณได้รับรางวัลและเลเวลอัพ (รางวัล), คุณลงทุนปลูกพืชชนิดใหม่ที่ใช้เวลานานขึ้น (การลงทุน) วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังใช้ Notification และภารกิจทางสังคม (ช่วยรดน้ำให้เพื่อน) เพื่อดึงคนกลับมาในเกมอย่างสม่ำเสมอ
    • ใช้ Email Marketing อย่างชาญฉลาด: ไม่ใช่การส่งสแปมโปรโมชั่น แต่คือการส่งอีเมลที่ “ช่วยเหลือ” และ “มีความเกี่ยวข้อง” กับพฤติกรรมของผู้ใช้ เช่น อีเมลต้อนรับพร้อมไกด์การใช้งาน, อีเมลสรุปกิจกรรมประจำสัปดาห์, หรืออีเมลแจ้งเตือนเมื่อมีคนคอมเมนต์โพสต์ของเรา สิ่งเหล่านี้สร้างความผูกพันและทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรายังคงอยู่ในใจลูกค้า
    • หมกมุ่นกับข้อมูลเพื่อการพัฒนาไม่รู้จบ: Growth Hacker คือนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาดูข้อมูลตลอดเวลาเพื่อหาทางปรับปรุง เช่น อัตราการเลิกใช้งาน (Churn Rate) ในแต่ละขั้นตอน, ฟีเจอร์ที่คนไม่เคยแตะเลย, หรือจุดที่ผู้ใช้คลิกรัวๆ ด้วยความสับสน (Rage Click) ข้อมูลเหล่านี้คือคำใบ้ที่นำไปสู่การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในเวอร์ชันต่อไป

    บทสรุป

    หลังจากอ่านทั้งหมดนี้ ทุกคนคงเห็นแล้วว่า Growth Hacking ไม่ใช่เรื่องของ “เงิน” แต่เป็นเรื่องของ “ความคิดสร้างสรรค์” และ “การใช้ข้อมูลวัดผล” มันคือการเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า “เราจะซื้อโฆษณาที่ไหนดี?” ไปเป็นการตั้งคำถามว่า “สมมติฐานอะไรที่เราจะทดลองในสัปดาห์นี้เพื่อสร้างการเติบโต?”

    ทุกคนสามารถเริ่มคิดแบบ Growth Hacker ได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยวงจรง่ายๆ ที่เรียกว่า สร้าง → วัดผล → เรียนรู้

    1. ตั้งสมมติฐาน: เช่น “ฉันเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนหัวข้ออีเมลให้เป็นคำถาม จะมีคนเปิดอ่านเพิ่มขึ้น 10%”
    2. ลงมือทดลอง (A/B Test): ส่งอีเมลสองแบบให้คนกลุ่มเล็กๆ เพื่อดูว่าสมมติฐานเป็นจริงหรือไม่
    3. วัดผลและเรียนรู้: ดูข้อมูลว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร? ถ้าเวิร์คก็นำไปใช้จริง ถ้าไม่เวิร์คก็ทิ้งมันไปแล้วลองสมมติฐานใหม่ วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

    นี่แหละครับคือหัวใจของ Growth Hacking ที่ทำให้ธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ สามารถสร้างการเติบโตที่วัดผลได้และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในโลกยุคใหม่

    แล้วทุกคนล่ะครับ มีไอเดีย Growth Hacking อะไรเจ๋งๆ ที่อยากลองทำกับธุรกิจหรือโปรเจกต์ของตัวเองบ้าง? มาแชร์กันได้ใน comment นะครับ 😊🤍

  • A/B Testing แบบจับมือทำ: เลิกใช้ Gut Feeling แล้วมาพิสูจน์ด้วย Data (พร้อม Python Code)

    A/B Testing แบบจับมือทำ: เลิกใช้ Gut Feeling แล้วมาพิสูจน์ด้วย Data (พร้อม Python Code)

    บทนำ

    เคยไหมครับ… เวลาอยู่ในห้องประชุมเพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญทางการตลาด

    “ผมว่าปุ่มสีเขียวเด่นกว่านะ”

    “แต่พี่รู้สึกว่าสีแดงกระตุ้นการคลิกได้ดีกว่า”

    “หรือจะลองใช้ข้อความโฆษณาแบบ A ดี?”

    “ไม่ๆ ผมว่าแบบ B โดนใจวัยรุ่นกว่าเยอะ”

    การถกเถียงเหล่านี้มักจบลงด้วยการตัดสินใจที่อิงจาก “Gut Feeling”—ความรู้สึกส่วนตัว หรือ ประสบการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดเสมอไป

    ในยุคที่ทุกการกระทำของลูกค้ามี “ข้อมูล” ทิ้งไว้เป็นร่องรอยเอาไว้ เรามีเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าการคาดเดา นั่นคือการเปลี่ยนบทสนทนาจาก “ผมรู้สึกว่า…” ไปเป็น “ข้อมูลพิสูจน์ว่า…” ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า A/B Testing

    A/B Testing (หรือที่เรียกว่า Split Testing) คือกระบวนการทดลองเชิงเปรียบเทียบ เพื่อหาคำตอบอย่างเป็นระบบว่า ระหว่างองค์ประกอบ 2 version (หรือมากกว่า) version ไหนทำงานได้ดีกว่ากันตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้

    หัวใจของมันคือการแบ่งผู้ใช้งาน (users) ออกเป็นกลุ่มๆ แบบสุ่ม และแต่ละกลุ่มจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป:

    • กลุ่ม A (Control): คือ version “ควบคุม” ซึ่งมักจะเป็น version ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หรือเป็น version พื้นฐานที่เราใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ
    • กลุ่ม B (Variant): คือ version “ท้าชิง” ที่เราสร้างขึ้นโดยมีสมมติฐานว่าจะทำงานได้ดีกว่า

    หลังจากปล่อยให้ผู้ใช้ทั้งสองกลุ่ม ได้ลองใช้ version ของตัวเองไประยะหนึ่ง เราจะเก็บข้อมูลและวัดผลจากแต่ละกลุ่มด้วย ตัวชี้วัด (Metric) เดียวกัน เช่น อัตราการคลิก (Click-through Rate) หรือ อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) เป็นต้น

    สุดท้าย เราจะนำผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือทางสถิติ เพื่อตัดสินว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้น มีนัยสำคัญทางสถิติ (Statistically Significant) หรือไม่ หรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

    สำหรับ project นี้ ผมใช้ข้อมูล A/B Testing Data for a Conservation Campaign จาก Kaggle และใช้ Jupyter Notebook ในการเขียน Python ซึ่งทุกคนสามารถทำตามได้เลยครับ

    โดยตัว dataset จะประกอบไปด้วย:

    • user id: User ID (unique)
    • message_type: ประเภทของข้อความที่ส่งหาผู้ใช้ (‘Personalized’ หรือ ‘Generic’)
    • engaged: ผู้ใช้มีส่วนร่วมหรือไม่ (True/False)
    • total_messages_seen: จำนวนข้อความที่ผู้ใช้เห็น
    • most_engagement_day: วันที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมมากที่สุด
    • most_engagement_hour: ชั่วโมงที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมมากที่สุด

    โดยจุดประสงค์ คือการตอบคำถามให้ได้ว่า การส่งข้อความแบบ Personalized ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม (Engagement) ของผู้ใช้ได้จริงหรือไม่ และผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีนัยสำคัญทางสถิติพอที่จะนำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้หรือไม่ โดยมีขั้นตอนการวิเคราะห์ 4 ขั้นตอนหลักดังนี้:

    1. เตรียมข้อมูล (Data Processing): เราจะใช้ PySpark เพื่อทำความสะอาดข้อมูลขนาดใหญ่ (580,000+ แถว) ให้พร้อมสำหรับการวิเคราะห์
    2. ออกแบบการทดลอง (Experiment Design): เราจะกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ (Minimum Detectable Effect หรือ MDE) และใช้ Power Analysis เพื่อคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) ที่เล็กที่สุดที่จำเป็นสำหรับการทดลอง
    3. วิเคราะห์เชิงสถิติ (Statistical Analysis): เราจะใช้ Two-Proportion Z-test และ Confidence Intervals เพื่อพิสูจน์ว่าความแตกต่างของ Engagement Rate ที่เราเห็นนั้นเป็นของจริง หรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
    4. สรุปผลเชิงธุรกิจ (Business Conclusion): สุดท้าย เราจะแปลผลตัวเลขทางสถิติทั้งหมด ให้กลายเป็นข้อเสนอแนะที่จับต้องได้เพื่อนำไปใช้งานจริง

    ขั้นตอนที่ 1: เตรียมข้อมูล (Data Processing) ด้วย PySpark

    เมื่อต้องจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ (580,000+ แถว) เครื่องมืออย่าง Excel หรือ pandas อาจทำงานได้ช้าหรือไม่เพียงพอ เราจึงเลือกใช้ PySpark ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่โดยเฉพาะครับ

    PySpark คืออะไร?

    PySpark คือ Python API สำหรับ Apache Spark ซึ่งเป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่แบบ Distributed Computing

    ถ้าเพื่อนๆ เคยใช้ pandas ซึ่งเป็น library ยอดนิยมในการจัดการข้อมูลใน Python จะพบว่าหน้าตา code ของ PySpark นั้นคล้ายกันมาก มีคำสั่งอย่าง .select(), .filter(), .groupBy() ที่ทำให้เรียนรู้ได้ไม่ยาก

    แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “เบื้องหลังการทำงาน”:

    • pandas: ทำงานบนคอมพิวเตอร์เดียว (Single Machine) ใช้ทรัพยากร (CPU, RAM) แค่ในเครื่องนั้นเครื่องเดียว
    • PySpark: ถูกออกแบบมาให้ “กระจายงาน” ไปทำพร้อมๆ กันบนคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง (เรียกว่า Cluster) ทำให้สามารถจัดการข้อมูลที่ใหญ่เกินกว่าที่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวจะรับไหวได้

    จริงๆ แล้วข้อมูลจำนวนประมาณ 580,000 แถวใน project นี้ pandas ยังรับมือไหวครับ แต่หากวันหนึ่งข้อมูลของเราเติบโตจากหลักแสนเป็นหลักสิบล้าน หรือร้อยล้านแถว การใช้ pandas จะทำงานไม่ได้หรือไม่ก็ช้ามากจนใช้งานจริงไม่ได้ แต่ PySpark ที่เราเขียนไว้นี้ จะยังคงทำงานได้ดีเหมือนเดิม เป็นการสร้าง Pipeline ที่รองรับการขยายตัวในอนาคต (Scalable) ครับ

    1.1 Setup and Data Loading

    ในส่วนแรกนี้ เราจะเริ่มต้นด้วยการสร้าง “ประตู” เชื่อมต่อไปยัง Spark ที่เรียกว่า SparkSession ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานทั้งหมดกับ Spark ครับ จากนั้นเราจะกำหนด Schema หรือพิมพ์เขียวของข้อมูล เพื่อบอกให้ Spark ทราบล่วงหน้าว่าข้อมูลในแต่ละคอลัมน์เป็นประเภทใด (เช่น ตัวเลข, ข้อความ) การทำเช่นนี้ช่วยป้องกันข้อผิดพลาดและทำให้ Spark อ่านข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น สุดท้าย เราจึงสั่งให้ Spark อ่านไฟล์ .csv โดยใช้ Schema ที่เรากำหนด

    หมายเหตุ: code นี้ถูกรันบน Google Colab หากต้องการทำตามในนี้เหมือนกัน ให้ run คำสั่ง !pip install pyspark เพื่อติดตั้ง library และใช้ from google.colab import files เพื่ออัปโหลดไฟล์ conservation_dataset.csv ก่อนนะครับ

    from pyspark.sql import SparkSession
    from pyspark.sql.types import StructType, StructField, StringType, BooleanType, IntegerType
    
    # 1. Initialize Spark Session
    spark = SparkSession.builder \
        .appName("Engagement_AB_Test_Processing") \
        .getOrCreate()
    
    # 2. Define the full data schema
    schema = StructType([
        StructField("row_index", IntegerType(), True),
        StructField("user_id", StringType(), True),
        StructField("message_type", StringType(), True),
        StructField("engaged", BooleanType(), True),
        StructField("total_messages_seen", IntegerType(), True),
        StructField("most_engagement_weekday", StringType(), True),
        StructField("most_engagement_hour", IntegerType(), True)
    ])
    
    # 3. Load data from CSV with the defined schema
    df = spark.read.csv("conservation_dataset.csv", header=True, schema=schema)

    1.2 Data Cleaning

    นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเพื่อให้ผลการทดลองน่าเชื่อถือ เพราะข้อมูลที่ “สกปรก” จะนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาดได้เสมอ (Garbage In, Garbage Out) ซึ่งประกอบด้วย 3 การตรวจสอบหลัก:

    1. na.drop: เราจะลบแถวใดๆ ก็ตามที่ไม่มีข้อมูลในคอลัมน์ user_id หรือ message_type เพราะข้อมูลเหล่านั้นไม่สามารถบอกเราได้ว่าเป็นของผู้ใช้คนไหน หรืออยู่กลุ่มทดลองใด จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ A/B Test
    2. groupBy/filter: เราตรวจสอบความถูกต้องของการทดลองโดยการเช็คว่ามีผู้ใช้คนใดอยู่ในทั้ง 2 กลุ่ม (Personalized และ Generic) หรือไม่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้องไม่เกิดขึ้นใน A/B Test ที่ดี code ส่วนนี้จะนับจำนวนกลุ่มที่แต่ละ user_id สังกัดอยู่ ถ้ามีค่ามากกว่า 1 จะต้องถูกคัดออก
    3. dropDuplicates: เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้ 1 คนจะถูกนับเพียง 1 ครั้งในแต่ละกลุ่ม เราจึงลบแถวที่ซ้ำซ้อนกันของคู่ user_id และ message_type ออกไป
    from pyspark.sql.functions import col, countDistinct
    
    # 1. Drop rows with nulls in key columns ('user_id', 'message_type')
    df_clean = df.na.drop(subset=["user_id", "message_type"])
    
    # 2. Check for users assigned to multiple groups
    users_in_multiple_groups = df_clean.groupBy("user_id") \
        .agg(countDistinct("message_type").alias("group_count")) \
        .filter(col("group_count") > 1)
    
    if users_in_multiple_groups.count() > 0:
        print(f"Found {users_in_multiple_groups.count()} users in multiple groups. Removing them.")
        user_ids_to_remove = users_in_multiple_groups.select("user_id")
        df_clean = df_clean.join(user_ids_to_remove, on="user_id", how="left_anti")
    else:
        print("No users found in multiple groups. Data is clean.")
    
    # 3. Handle duplicates: If a user has multiple rows in the same group, keep only the first one
    df_clean = df_clean.dropDuplicates(["user_id", "message_type"])

    1.3 Transformation & Aggregation

    หลังจากข้อมูลสะอาดแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการแปลงข้อมูลและสรุปผลให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมนำไปวิเคราะห์ทางสถิติต่อไป

    • Transformation: ในการคำนวณ Engagement Rate เราจำเป็นต้องใช้ตัวเลข เราจึงสร้างคอลัมน์ใหม่ชื่อ engaged_numeric โดยแปลงค่า True เป็น 1 และ False เป็น 0 เพื่อให้สามารถนำไปบวกลบหาผลรวมได้
    • Aggregation: เราจะจัดกลุ่มข้อมูลทั้งหมดตาม message_type จากนั้นในแต่ละกลุ่ม (Personalized และ Generic) ให้ทำการสรุปผล 3 อย่างคือ: 1) นับจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด (n_users), 2) หาผลรวมของคนที่ engaged (n_engaged), และ 3) นำสองค่ามาหารกันเพื่อหา engagement_rate
    from pyspark.sql.functions import when, count, sum as _sum
    
    # Transform 'engaged' (boolean) to 'engaged_numeric' (0 or 1)
    df_transformed = df_clean.withColumn("engaged_numeric", when(col("engaged") == True, 1).otherwise(0))
    
    # Aggregate data by message_type to get the final summary
    summary = df_transformed.groupBy("message_type").agg(
        count("user_id").alias("n_users"),
        _sum("engaged_numeric").alias("n_engaged"),
        (_sum("engaged_numeric") / count("user_id")).alias("engagement_rate")
    )
    
    # Show the final summary table
    summary.show()

    Output:

    +------------+-------+---------+--------------------+
    |message_type|n_users|n_engaged|   engagement_rate  |
    +------------+-------+---------+--------------------+
    |Personalized| 564577|    14423|0.025546559636683747|
    |     Generic|  23524|      420| 0.01785410644448223|
    +------------+-------+---------+--------------------+

    จะสังเกตได้ว่า กลุ่ม Personalized มี Engagement Rate สูงกว่าอยู่ +0.77% ซึ่งความแตกต่างนี้เป็นของจริงหรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญ? เราจะยังสรุปไม่ได้ จนกว่าจะได้พิสูจน์ทางสถิติครับ

    1.4 Exporting the Summary Data

    หลังจากที่เราได้ตารางสรุปผล (summary) ซึ่งมีขนาดเล็กแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการบันทึกตารางนี้ลงในไฟล์ .csv เพื่อนำไปใช้ต่อในขั้นตอนที่ 3 ครับ การทำเช่นนี้เป็นวิธีปฏิบัติทั่วไป เพื่อที่เราจะสามารถปิด Spark Session ที่ใช้ทรัพยากรสูง และเปลี่ยนไปทำงานต่อในสภาพแวดล้อมที่เบากว่าได้

    # Note: This part is specific to Google Colab for saving to Google Drive.
    from google.colab import drive
    drive.mount('/content/drive')
    
    # 1. Convert Spark DataFrame to a Pandas DataFrame for easy CSV saving.
    summary_pd = summary.toPandas()
    
    # 2. Define the output path and save the summary file to Google Drive.
    output_file_path = "/content/drive/MyDrive/engagement_summary.csv"
    summary_pd.to_csv(output_file_path, index=False)
    
    print(f"Summary data exported to: {output_file_path}")
    
    # 3. Stop the SparkSession to release resources.
    spark.stop()

    ขั้นตอนที่ 2: ออกแบบการทดลอง (Experiment Design)

    หลังจากที่เราได้ข้อมูลที่พร้อมใช้งานจากขั้นตอนที่แล้ว คำถามสำคัญสองข้อที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะวิเคราะห์ผลลัพธ์ก็คือ:

    1. เราจะวัดผล “ความสำเร็จ” ของการทดลองนี้อย่างไร? ผลลัพธ์ต้องดีขึ้นแค่ไหนถึงจะเรียกว่า “ดีกว่า”?
    2. แล้วเราต้องใช้ คนในการทดลองนี้กลุ่มละกี่คน ถึงจะมั่นใจได้ว่าผลที่ออกมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?

    ขั้นตอน “Experiment Design” นี้จะช่วยให้เราตอบคำถามทั้งสองข้อได้อย่างเป็นระบบและมีหลักการทางสถิติรองรับครับ โดยเราจะใช้ Minimum Detectable Effect (MDE) เพื่อตอบคำถามข้อแรก และใช้ Power Analysis เพื่อตอบคำถามข้อที่สองครับ

    2.1 กำหนด Minimum Detectable Effect – MDE (เป้าหมายทางธุรกิจ)

    คำถามแรกที่ต้องตอบในทางธุรกิจคือ:

    “ผลลัพธ์ต้องดีขึ้นอย่างน้อยแค่ไหน เราถึงจะมองว่ามัน ‘คุ้มค่า’ ที่จะลงมือทำ?”

    คำตอบของคำถามนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า Minimum Detectable Effect (MDE) ครับ มันคือ “ขนาดของความแตกต่างที่เล็กที่สุดที่มีความหมายในทางธุรกิจ” หากผลลัพธ์ดีขึ้นน้อยกว่าค่านี้ ก็อาจไม่คุ้มกับต้นทุนหรือความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น

    สมมติว่าทีมต้องใช้เวลา 1 เดือนในการสร้างระบบส่งข้อความแบบ Personalized ซึ่งมีต้นทุนด้านเวลาและทรัพยากร

    ถ้าผลการทดลองออกมาว่าข้อความแบบใหม่นี้ช่วยเพิ่ม Engagement Rate ได้แค่ 0.01% ซึ่งน้อยมากๆ แม้ผลลัพธ์นี้อาจจะ “มีนัยสำคัญทางสถิติ” แต่ในทางธุรกิจแล้วมัน “ไม่คุ้มค่า” กับเวลา 1 เดือน วันที่เสียไป

    ทีมจึงอาจจะตกลงกันว่า “ถ้าจะทำทั้งที อย่างน้อยต้องเห็น Engagement Rate เพิ่มขึ้น 0.5% ถึงจะยอมทำ” ซึ่งค่า 0.5% นี้เองก็คือ MDE ของเราครับ

    มันคือเส้นแบ่งระหว่าง “ผลลัพธ์ที่น่าสนใจทางสถิติ” กับ “ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าทางธุรกิจ” นั่นเอง

    โดยในโปรเจกต์นี้ เราจะตั้งสมมติฐานว่าทีมการตลาดต้องการเห็น Engagement Rate เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.5% เราจึงกำหนด MDE ไว้ที่ 0.005

    2.2 การวิเคราะห์ Power Analysis

    เมื่อเรามี MDE แล้ว คำถามต่อไปคือ:

    “เราต้องใช้ผู้ใช้ในแต่ละกลุ่มอย่างน้อยกี่คน (Minimum Sample Size) เพื่อที่จะสามารถตรวจจับความแตกต่างที่ระดับ MDE นั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ?”

    Power Analysis คือเครื่องมือทางสถิติที่ช่วยตอบคำถามนี้ โดยเราจะใช้ค่าสำคัญ 3 ค่าในการคำนวณ:

    • Baseline Rate: อัตราความสำเร็จของกลุ่มควบคุม (Generic) ซึ่งจากข้อมูลของเราคือ ~1.79%
    • Alpha (α): โอกาสที่จะสรุปผิดว่าผลลัพธ์แตกต่างกัน โดยทั่วไปตั้งไว้ที่ 5% หรือ 0.05
    • Power (1-β): โอกาสที่จะตรวจจับความแตกต่างได้ถูกต้อง ถ้ามันมีความแตกต่างอยู่จริง โดยทั่วไปตั้งไว้ที่ 80% หรือ 0.80

    เราจะนำค่าเหล่านี้ไปเข้าสูตรใน Python เพื่อคำนวณหาขนาด Sample Size ที่ต้องการครับ

    import numpy as np
    from statsmodels.stats.power import zt_ind_solve_power
    from statsmodels.stats.proportion import proportion_effectsize
    
    # 1. Define Parameters for Power Analysis
    baseline_rate = 0.0179  # Control group's rate from our data (~1.79%)
    mde_absolute = 0.005    # Our MDE: an absolute increase of 0.5%
    target_rate = baseline_rate + mde_absolute
    
    alpha = 0.05  # Significance level
    power = 0.80  # Desired power
    
    # 2. Calculate Required Sample Size
    effect_size = proportion_effectsize(target_rate, baseline_rate)
    
    required_sample_size = zt_ind_solve_power(
        effect_size=effect_size,
        alpha=alpha,
        power=power,
        alternative='larger'  # One-tailed better
    )
    
    print(f"Baseline Rate: {baseline_rate:.2%}")
    print(f"Minimum Detectable Effect (MDE): {mde_absolute:+.2%}")
    print(f"Target Rate: {target_rate:.2%}")
    print("-" * 30)
    print(f"To reliably detect an absolute lift of {mde_absolute:+.2%},")
    print(f"we would need a sample size of approximately {int(np.ceil(required_sample_size))} users per group.")

    Output:

    Baseline Rate: 1.79%
    Minimum Detectable Effect (MDE): +0.50%
    Target Rate: 2.29%
    ------------------------------
    To reliably detect an absolute lift of +0.50%,
    we would need a sample size of approximately 9848 users per group.

    Power Analysis บอกเราว่า เราต้องการผู้ใช้ในแต่ละกลุ่มอย่างน้อย 9,848 คน เพื่อให้การทดลองของเรามีพลัง (Power) มากพอที่จะตรวจจับความแตกต่างที่ระดับ 0.5% ได้อย่างน่าเชื่อถือ

    เมื่อเราย้อนกลับไปดูข้อมูลที่เรามี (กลุ่ม Generic มี ~23,000 คน และกลุ่ม Personalized มี ~560,000 คน) จะเห็นว่าขนาดของกลุ่มตัวอย่างของเรานั้น ใหญ่เกินพอ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าการวิเคราะห์ในขั้นตอนต่อไปจะมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือครับ

    ในขั้นตอนต่อไป เราจะมาพิสูจน์ด้วยสถิติกันว่า lift ที่เราเห็นนั้น “ชนะ” MDE ที่ 0.5% หรือไม่ และที่สำคัญคือช่วงความเชื่อมั่น (Confidence Interval) ของมันก็ต้องเอาชนะ MDE ด้วยเช่นกัน

    Note: Confidence Interval (CI) คือ “ช่วงของค่า lift ที่แท้จริงที่เป็นไปได้ ที่เรามั่นใจ 95%” (α = 0.05)ในกรณีการที่ CI ทั้งช่วงอยู่เหนือ MDE (เช่น CI คือ [+0.6%, +0.9%] และ MDE คือ +0.5%) เปรียบเสมือนการบอกว่า “ต่อให้ผลลัพธ์จริงจะเอนเอียงไปทางที่แย่ที่สุดที่เป็นไปได้ มันก็ยังดีกว่ามาตรฐานความคุ้มค่าที่เราตั้งไว้” มันจึงเป็นการยืนยันผลที่แข็งแกร่งที่สุด ทำให้เราตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจและมีความเสี่ยงต่ำครับ

    กราฟ Power Curve นี้ ผมทำขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง:

    • แกน X (Minimum Detectable Effect – MDE): ขนาดความแตกต่างที่เราต้องการตรวจจับ
    • แกน Y (Required Sample Size): จำนวนผู้ใช้ที่ต้องมีในแต่ละกลุ่ม

    จะเห็นได้ชัดเจนว่า ยิ่งเราต้องการตรวจจับความแตกต่างที่เล็กลงเท่าไหร่ (MDE น้อยลง) เราก็ยิ่งต้องการขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นแบบก้าวกระโดด

    ขั้นตอนที่ 3: วิเคราะห์เชิงสถิติ (Statistical Analysis)

    หลังจากที่เราออกแบบการทดลองและมั่นใจว่ามีขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่เพียงพอแล้ว ก็ถึงเวลาตัดสินผลการแข่งขันระหว่างข้อความสองรูปแบบครับ เราจะใช้สถิติเพื่อตอบคำถามที่ว่า: “ความแตกต่างของ Engagement Rate ที่เราเห็นนั้น เป็นของจริง หรือแค่โชคช่วย?”

    3.1 Hypothesis Testing (Two-Proportion Z-test)

    ในส่วนนี้ เราจะทำการทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) โดยก่อนจะเริ่มคำนวณ เราต้องตั้งสมมติฐาน 2 อย่างที่ตรงข้ามกันก่อน:

    • สมมติฐานหลัก (Null Hypothesis, H₀): คือสมมติฐานที่เราตั้งไว้ในตอนแรกว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” หรือ “ไม่มีความแตกต่าง” ในกรณีนี้คือ อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) ของกลุ่ม Personalized และกลุ่ม Generic ไม่มีความแตกต่างกัน ความแตกต่างใดๆ ที่เราเห็นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญทางสถิติ
    • สมมติฐานรอง(Alternative Hypothesis, H₁): คือสิ่งที่ตรงข้ามกับสมมติฐานหลัก และเป็นสิ่งที่เราต้องการจะพิสูจน์ ในกรณีนี้คือ อัตราการมีส่วนร่วมของทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

    เมื่อเขียนเป็นสมการ จะสามารถเขียน 2 สมมติฐานได้ดังนี้:

    H₀: Engagement Rate (Personalized) = Engagement Rate (Generic)
    H₁: Engagement Rate (Personalized) Engagement Rate (Generic)

    เป้าหมายของเราคือการดูว่าเรามีหลักฐานทางสถิติที่หนักแน่นพอที่จะ “ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (Reject H₀)” ได้หรือไม่ โดยเครื่องมือที่เราจะใช้คือ Two-Proportion Z-test เพื่อคำนวณหาค่า p-value

    • p-value คืออะไร? คือความน่าจะเป็นที่จะสังเกตเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างกันขนาดนี้ (หรือมากกว่านี้) หากสมมติว่าสมมติฐานว่าง (H₀) เป็นเรื่องจริง
    • โดยถ้า p-value ที่ได้มีค่าน้อยมาก (โดยทั่วไปคือน้อยกว่า 0.05) ก็แปลว่ามันไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ เราจึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะ “ปฏิเสธ H₀” และหันไปยอมรับ H₁ แทน
    import pandas as pd
    import numpy as np
    from statsmodels.stats.proportion import proportions_ztest
    
    # 1. Load the summary data we prepared in Step 1
    file_path = "/content/drive/MyDrive/engagement_summary.csv"
    summary_df = pd.read_csv(file_path)
    print("Summary data loaded successfully:")
    print(summary_df)
    
    # 2. Prepare data for the Z-test
    # count: Number of successes (engaged users) in each group.
    # nobs: Number of observations (total users) in each group.
    count = summary_df['n_engaged']
    nobs = summary_df['n_users']
    
    # 3. Perform the two-proportion z-test
    z_stat, p_value = proportions_ztest(count=count, nobs=nobs, alternative='two-sided')
    
    print("\n--- Z-test Results ---")
    print(f"Z-statistic: {z_stat:.20f}")
    print(f"P-value: {p_value:.20f}")

    Output:

    Summary data loaded successfully:
       message_type  n_users  n_engaged  engagement_rate
    0  Personalized   564577      14423         0.025547
    1       Generic    23524        420         0.017854
    
    --- Z-test Results ---
    Z-statistic: 7.37007812654541449859
    P-value: 0.00000000000017052807

    p-value ที่ได้คือ 1.7e-13 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมากๆ และน้อยกว่าเกณฑ์ 0.05 ของเราอย่างเทียบไม่ติด นี่คือหลักฐานที่หนักแน่นว่า ความแตกต่างของ Engagement Rate ระหว่างสองกลุ่มนั้นเป็นของจริง และมีนัยสำคัญทางสถิติ ครับ

    3.2 Confidence Interval (CI)

    จากข้อมูลที่เรามี เราคำนวณ Absolute Lift (ผลต่างของ Engagement Rate) ได้ที่ +0.77% แต่นี่เป็นเพียงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นใน “กลุ่มตัวอย่าง” ของเราเท่านั้น

    คำถามที่สำคัญคือ ถ้าเราทำการทดลองนี้กับประชากรทั้งหมด หรือสุ่มกลุ่มตัวอย่างมาใหม่ “ค่า lift ที่แท้จริง” จะยังเป็น +0.77% อยู่หรือไม่ หรือจะเหวี่ยงไปอยู่ที่ค่าอื่น?

    นี่คือจุดที่ ช่วงความเชื่อมั่น (Confidence Interval – CI) เข้ามามีบทบาทครับ CI จะให้ “ช่วงของค่าที่เป็นไปได้” สำหรับ lift ที่แท้จริง โดยเรามั่นใจ 95% ว่าค่าจริงจะตกอยู่ในช่วงนี้

    และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการนำช่วง CI นี้ไปเทียบกับ MDE ที่เราตั้งไว้ครับ หาก CI ทั้งช่วงอยู่สูงกว่า MDE (ในกรณีนี้คือ +0.5%) ก็จะเป็นการยืนยันว่า ต่อให้ผลลัพธ์จริงจะเอนเอียงไปทางค่าต่ำสุดของช่วงที่เรามั่นใจ มันก็ยังคง “คุ้มค่า” ในทางธุรกิจอยู่ดี ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่ต่ำในการตัดสินใจครับ

    # 1. Get the rates for each group
    rate_generic = summary_df.loc[summary_df['message_type'] == 'Generic', 'engagement_rate'].iloc[0]
    rate_personalized = summary_df.loc[summary_df['message_type'] == 'Personalized', 'engagement_rate'].iloc[0]
    
    # 2. Calculate the observed lift
    absolute_lift = rate_personalized - rate_generic
    
    # 3. Calculate the 95% Confidence Interval for the lift
    n_personalized = summary_df.loc[summary_df['message_type'] == 'Personalized', 'n_users'].iloc[0]
    n_generic = summary_df.loc[summary_df['message_type'] == 'Generic', 'n_users'].iloc[0]
    
    std_err_diff = np.sqrt((rate_personalized * (1 - rate_personalized) / n_personalized) + \
                          (rate_generic * (1 - rate_generic) / n_generic))
    
    # z-score for 95% confidence is 1.96
    margin_of_error = 1.96 * std_err_diff
    ci_low = absolute_lift - margin_of_error
    ci_high = absolute_lift + margin_of_error
    
    print(f"Absolute Lift: {absolute_lift:+.4f} or {absolute_lift:+.2%}")
    print(f"95% Confidence Interval (CI): [{ci_low:+.4f}, {ci_high:+.4f}]")
    print(f"Which means the true lift is likely between {ci_low:+.2%} and {ci_high:+.2%}")

    Output:

    Absolute Lift: +0.0077 or +0.77%
    95% Confidence Interval (CI): [+0.0060, +0.0094]
    Which means the true lift is likely between +0.60% and +0.94%

    ผลลัพธ์นี้บอกเราว่า เรามั่นใจ 95% ว่าการเปลี่ยนไปใช้ Personalized Message จะช่วยเพิ่ม Engagement Rate ได้ อย่างน้อย +0.60% และอาจจะสูงได้ถึง +0.94%

    ขั้นตอนที่ 4: สรุปผลเชิงธุรกิจ (Business Conclusion)

    หลังจากที่เราผ่านขั้นตอนทางเทคนิคและการวิเคราะห์ทางสถิติมาทั้งหมด ก็ถึงเวลาที่จะนำตัวเลขเหล่านั้นมาสรุปเชิงธุรกิจ และให้คำแนะนำที่ชัดเจนเพื่อการตัดสินใจครับ

    4.1 การตอบคำถามทางธุรกิจ

    จากคำถามหลักที่ว่า “การส่งข้อความแบบ Personalized ช่วยเพิ่ม Engagement ได้จริงและคุ้มค่าที่จะทำหรือไม่?”

    คำตอบคือ: “จริงและคุ้มค่าอย่างยิ่ง” ครับ เราสามารถสรุปได้อย่างมั่นใจโดยมีเหตุผล 3 ข้อที่สนับสนุนดังนี้ครับ:

    1. ผลลัพธ์มีนัยสำคัญทางสถิติ (Statistically Significant): p-value ที่ต่ำมากยืนยันว่า Lift ที่เพิ่มขึ้น +0.77% นั้นเป็นของจริง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
    2. ผลลัพธ์มีนัยสำคัญทางธุรกิจ (Business Relevant): Lift ที่ +0.77% นั้น สูงกว่าเกณฑ์ความคุ้มค่า (MDE) ที่เราตั้งไว้ที่ +0.50% อย่างชัดเจน
    3. ผลลัพธ์มีความเสี่ยงต่ำ (Low Risk): นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด! ช่วงความเชื่อมั่นทั้งช่วง [+0.60%, +0.94%] อยู่สูงกว่า MDE ทั้งหมด ซึ่งเป็นการบอกว่าต่อให้ผลลัพธ์จริงจะออกมาแย่ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ มันก็ยังคง “คุ้มค่า” ที่จะทำอยู่ดี

    สรุปได้ว่า ควรเดินหน้าแคมเปญ Personalized Messaging ในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้เลยครับ

    Project นี้ เราได้ผ่านกระบวนการ A/B Testing ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การใช้ PySpark เตรียมข้อมูลขนาดใหญ่, การออกแบบการทดลองด้วย MDE และ Power Analysis, ไปจนถึงการพิสูจน์ผลลัพธ์ด้วย Z-test และ Confidence Intervals

    ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้ข้อมูลและสถิติในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจ เพื่อลดการคาดเดาและสร้างผลกระทบที่วัดผลได้จริง แต่หัวใจสำคัญที่อยากฝากไว้คือ แม้ผลลัพธ์จะมี “นัยสำคัญทางสถิติ” แต่คำถามที่ต้องตอบควบคู่กันไปเสมอคือ มันมี “นัยสำคัญทางธุรกิจ” หรือคุ้มค่าพอที่จะลงมือทำจริงหรือไม่

    ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านมาจนจบนะครับ! สำหรับใครที่อยากดู code การทำงานทั้งหมด สามารถเข้าไปดูได้ที่ ลิงก์ GitHub และหากมีคำถามหรืออยากแลกเปลี่ยนไอเดีย สามารถติดต่อเข้ามาได้เลยนะครับ 😊🤍

  • เมื่อ Accuracy ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ปรับจูนโมเดลให้ ‘ทำกำไร’ ด้วย Cost-Based Optimization (พร้อม R Code)

    เมื่อ Accuracy ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ปรับจูนโมเดลให้ ‘ทำกำไร’ ด้วย Cost-Based Optimization (พร้อม R Code)

    บทนำ

    เคยสงสัยไหมครับว่าโมเดล Machine Learning ที่เราปั้นมากับมือ มีค่า Accuracy สูงลิ่ว แถมค่า AUC ก็สวยสุดๆ แต่พอเอาไปใช้จริง ทำไมธุรกิจกลับไม่ได้กำไรอย่างที่คิด? 🤯

    วันนี้ผมจะพาทุกคนไปหาคำตอบของคำถามนี้ ผ่าน Loan Approval Project ของผมที่เราจะฉีกกรอบการวัดผลแบบเดิมๆ แล้วหันมาโฟกัสสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกธุรกิจ นั่นก็คือ “กำไร” ครับ

    ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า โมเดลที่ดีที่สุด ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเดียว เพราะมันขึ้นอยู่กับ “ปัญหา” ที่เรากำลังแก้ ลองนึกภาพตามนะครับ…

    • ถ้าเราสร้างโมเดลทำนายโรคระบาด 🦠: ความผิดพลาดที่น่ากลัวที่สุดคือการ “ตรวจไม่เจอคนป่วย” (False Negative) เพราะเขาอาจจะนำเชื้อไปแพร่ต่อได้ ในเคสนี้ เราจึงอยากได้โมเดลที่มี Sensitivity สูงมากๆ ยอมตรวจเจอคนที่ไม่ป่วยเกินมาบ้าง (False Positive) ดีกว่าปล่อยให้ผู้ป่วยหลุดรอดไปแม้แต่คนเดียว
    • แต่ถ้าเราสร้างโมเดลอนุมัติสินเชื่อ 🏦: หายนะที่แท้จริงคือการ “อนุมัติสินเชื่อให้คนที่จะเบี้ยวหนี้” (False Positive) เพราะนั่นคือการขาดทุนโดยตรง ในเคสนี้ เราจึงต้องการโมเดลที่มี Specificity สูงลิ่ว เป็นเหมือนคนที่เชี่ยวชาญการ “ปฏิเสธ” ความเสี่ยงได้แม่นยำสุดๆ แม้จะต้องแลกกับการปฏิเสธลูกค้าดีๆ ไปบ้างก็ตาม

    Project นี้คือเรื่องราวของสถานการณ์แบบที่สองครับ เราจะมาดูกันว่าการเปลี่ยนมุมมองจากการวัดผลด้วย Metric สวยๆ ไปสู่การวัดผลด้วย “ต้นทุนและความเสี่ยง” จะช่วยให้เราหาจุดสมดุลที่ทำกำไรสูงสุดเจอได้อย่างไร พร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย!

    1. บทนำ
    2. เครื่องมือวัดผล: เมื่อการ “ทายผิด” มีราคาไม่เท่ากัน
    3. ศึกคัดเลือกโมเดล: Accuracy สูง vs ความเสี่ยงต่ำ
    4. เลือกแล้วยังไม่จบ: สร้างเครื่องมือเพื่อ ‘ตีราคา’ ความผิดพลาดของโมเดล
    5. ปรับจูน Threshold เพื่อหาผลตอบแทนสูงสุด
    6. ส่องวิธีคิดของโมเดล
      1. ปัจจัยภาพรวม (Overall) ที่โมเดลของเราใช้ตัดสินใจ
      2. เจาะลึกรายบุคคล: ทำไมเคสนี้ถึงอนุมัติหรือโดนปฏิเสธ?
    7. บทสรุป: Key findings ที่ได้เรียนรู้จาก project นี้

    เครื่องมือวัดผล: เมื่อการ “ทายผิด” มีราคาไม่เท่ากัน

    ก่อนจะไปดูโมเดล ขอปูพื้นฐานเรื่องการวัดผลกันนิดนึงนะครับ ปกติเราจะใช้สิ่งที่เรียกว่า Confusion Matrix หรือตารางวัดความสับสนของโมเดล (โมเดลหรือเราสับสน 😂)

    ง่ายๆ ก็คือ ตาราง 2×2 ที่บอกว่าโมเดลของเราทำงานได้ดีแค่ไหน:

    • TP (True Positive): อนุมัติถูกคน → โมเดลทายว่า ‘สินเชื่อดี’ และเขาก็เป็นคนดีจริงๆ
    • TN (True Negative): ปฏิเสธถูกคน → โมเดลทายว่า ‘สินเชื่อเสีย’ และเขาก็จะเบี้ยวหนี้จริงๆ
    • FP (False Positive): อนุมัติผิดคน → โมเดลทายว่า ‘สินเชื่อดี’ แต่ดันเป็นสินเชื่อเสีย! (นี่แหละ หายนะ ของจริง💀)
    • FN (False Negative): ปฏิเสธผิดคน → โมเดลทายว่า ‘สินเชื่อเสีย’ แต่จริงๆ เขาเป็นลูกค้าชั้นดี (เสียหายเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาส หรือ Opportunity cost ซึ่งไม่เท่าเคสบน)

    จากค่าทั้ง 4 นี้ เราสามารถนำมาคำนวณ metrics ได้ดังนี้:

    • Accuracy (ความแม่นยำ): คือสัดส่วนที่โมเดลทายถูกโดยรวม (TP+TN) / ทั้งหมด เป็นการบอกภาพรวมกว้างๆ แต่ก็อาจทำให้เข้าใจผิดได้ถ้าข้อมูลไม่สมดุล (Imbalanced Data)
    • Sensitivity (หรือ Recall): คือความสามารถของโมเดลในการ “ค้นหา” สินเชื่อดี ได้อย่างครบถ้วน (TP / (TP+FN)) ถ้าค่านี้สูง หมายความว่าเราไม่ค่อยพลาดลูกค้าดีๆ ไป
    • Specificity: คือความสามารถของโมเดลในการ “คัดกรอง” สินเชื่อเสีย ได้อย่างแม่นยำ (TN / (TN+FP)) ถ้าค่านี้สูง หมายความว่าเราสามารถป้องกันความเสี่ยงจากการอนุมัติสินเชื่อเสียได้ดีมาก (ซึ่งเป็นพระเอกของ project นี้)
    • AUC (Area Under the ROC Curve): คือค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพโดยรวมของโมเดลในการ “แยกแยะ” ระหว่างกลุ่มสินเชื่อดีและสินเชื่อเสีย โดยมีค่าตั้งแต่ 0.5 (เดาสุ่ม) ถึง 1.0 (สมบูรณ์แบบ) แม้ AUC จะเป็นเมตริกที่ดีในการเปรียบเทียบโมเดลในภาพรวม แต่มัน ไม่ได้คำนึงถึง “ต้นทุน” ของความผิดพลาดแต่ละแบบ ซึ่งในโลกธุรกิจมีความสำคัญไม่เท่ากัน ดังตัวอย่างที่กล่าวไปในบทนำ

    ยอดเยี่ยมเลยครับ! เป็นการเพิ่มที่สำคัญมาก ทำให้คนอ่านเห็นภาพรวมของโปรเจกต์มากขึ้นว่าข้อมูลที่เอามาเทรนโมเดลมีที่มาที่ไปอย่างไร

    ศึกคัดเลือกโมเดล: Accuracy สูง vs ความเสี่ยงต่ำ

    ก่อนที่เราจะเปิดศึกคัดเลือกโมเดลกัน ผมขอเล่าย้อนความไปนิดนึงว่าข้อมูลที่ใช้ใน project นี้ไม่ได้สวยหรูมาตั้งแต่แรกนะครับ 😅

    ผมนำข้อมูลมาจาก LendingClub Public Dataset ซึ่งเป็นข้อมูลการปล่อยสินเชื่อจริงๆ ขนาดมหึมา ผมได้ทำการสุ่มตัวอย่าง (Sampling) และทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning) ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเฉพาะฟีเจอร์ที่เกิดขึ้นก่อนการอนุมัติ, จัดการกับ Missing Values, และสร้างตัวแปรเป้าหมาย (Target) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ในการทำนาย ได้แก่ good loan (จ่ายครบ) และ bad_loan (เบี้ยวหนี้) นั่นเอง

    สำหรับใครที่อยากดูขั้นตอนการเตรียมข้อมูลแบบเต็มๆ พร้อมโค้ด 01_data_cleaning.R สามารถเข้าไปดูได้ที่ ลิงค์ GitHub นี้ได้เลยนะครับ ในบทความนี้เราจะขอข้ามไปที่ส่วนของการสร้างโมเดลกันเลย

    ในโปรเจกต์นี้ ผมลองสร้างโมเดลยอดฮิต 2 ตัวมาสู้กันคือ:

    1. Logistic Regression (GLM)
    2. XGBoost

    ผมใช้ caret ในการเทรนโมเดลทั้งสองด้วย code นี้ครับ (มีการใช้ smote เพื่อช่วยแก้ปัญหา Imbalanced data ด้วย)

    # --- R/03_model_training.R ---
    # Logis Regression (GLM) model training
    model_glm <- train_model("glm", train, sampling = "smote")
    # XGBoost model training
    xgb_grid <- expand.grid(
      nrounds = 100, max_depth = 3, eta = 0.1, gamma = 0,
      colsample_bytree = 0.8, min_child_weight = 1, subsample = 0.8
    )
    model_xgb <- train_model("xgbTree", train, sampling = "smote", tuneGrid = xgb_grid)

    และนี่คือผลลัพธ์ที่ได้ครับ

    ถ้ามองแค่เผินๆ เราอาจจะรีบเลือก XGBoost ไปแล้วใช่ไหมครับ? Accuracy 0.79 แถม Sensitivity 0.97 โหดขนาดนี้! แปลว่ามันหาลูกค้าดีๆ เจอแทบไม่พลาดเลย

    แต่เดี๋ยวก่อน! หากไปดูที่ช่อง Specificity จะพบว่า

    XGBoost มี Specificity แค่ 0.13 เท่านั้น! กล่าวคือ “มันแทบจะแยกสินเชื่อเสียออกไปไม่ได้เลย” และปล่อยผ่านลูกค้าที่น่าจะเบี้ยวตัง (ความเสี่ยง)เข้ามาเต็มๆ ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายของเราอย่างสิ้นเชิง

    ในทางกลับกัน Logistic Regression แม้ Accuracy จะน้อยกว่า แต่มี Specificity สูงถึง 0.67 หมายความว่ามันทำหน้าที่เป็น “ยามเฝ้าประตู” คัดกรองความเสี่ยงได้ดีกว่ามาก

    ในโลกของสินเชื่อ การอนุมัติผิดคน (FP) หนึ่งครั้ง ได้รับความเสียหายมากกว่าการปฏิเสธลูกค้าดีๆ (FN) ไปหลายเท่า ดังนั้นสำหรับในเคส Loan Approval Model นี้ การเลือกโมเดล Logistic Regression จะเหมาะสมมากกว่าครับ อารมณ์ว่า “ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่านะเพื่อน”

    เลือกแล้วยังไม่จบ: สร้างเครื่องมือเพื่อ ‘ตีราคา’ ความผิดพลาดของโมเดล

    หลังจากเราเลือก Logistic Regression ที่เป็นเหมือน “ยามเฝ้าประตู” สุดเข้มงวดมาแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าจบแล้ว…แต่จริงๆ แล้ว เกมที่สนุกที่สุดเพิ่งจะเริ่มครับ

    เพราะถึงเราจะได้โมเดลที่ใช่ แต่คำถามสำคัญคือ “เราจะใช้งานมันอย่างไรให้ฉลาดและได้ผลตอบแทนสูงที่สุด?”

    โดยปกติแล้ว โมเดล Logistic Regression ไม่ได้ตอบเราแค่ “อนุมัติ” หรือ “ปฏิเสธ” ตรงๆ นะครับ แต่มันจะให้ “คะแนนความน่าจะเป็น” (Probability) กลับมา เช่น “เคสนี้มีโอกาสเป็นสินเชื่อดี 75%”

    Threshold ก็คือ “เกณฑ์ตัดสินใจ” ที่เราตั้งขึ้นมาเองนี่แหละครับ โดย default โมเดลจะถูกตั้งไว้ที่ 0.5 (หรือ 50%) หมายความว่าถ้าคะแนนความน่าจะเป็นสูงกว่า 0.5 ก็อนุมัติ ต่ำกว่าก็ปฏิเสธ

    แต่นี่คือจุดสำคัญครับ…ใครบอกว่า 0.5 คือเกณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับโจทย์ของเราล่ะ? ถ้าเราอยากจะเข้มงวดมากๆ เราอาจจะตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 0.7 (ต้องมั่นใจ 70% ขึ้นไปถึงจะปล่อย) ก็ได้! การปรับหา “เกณฑ์” หรือ Threshold ที่เหมาะสมกับธุรกิจนี่แหละครับ คือการจูนโมเดลที่แท้จริง

    ทุกคนยังจำเรื่องตอนต้นได้ไหมครับ ว่าความผิดพลาดแต่ละแบบมันสร้างความเสียหายไม่เท่ากัน? ตอนนี้แหละที่เราจะเอากฎข้อนั้นมาใช้จริง โดยการ “ตีราคา” ความผิดพลาดและความสำเร็จแต่ละแบบให้เป็นตัวเงิน!

    ผมได้ตั้งสมมติฐานทางธุรกิจขึ้นมาว่า:

    Total_Cost = Avg. Loan Amount * [(TP * 15%) - (FP * 85%) - (FN * 3%)]
    • อนุมัติถูกคน (TP): เราดีใจ ได้กำไรจากดอกเบี้ย +15% ของวงเงิน
    • อนุมัติผิดคน (FP): เราเจ็บ ขาดทุนเงินต้นและค่าติดตามหนี้ -85% ของวงเงิน
    • ปฏิเสธผิดคน (FN): เราเสียดาย เสียโอกาสทำกำไรไป -3% ของวงเงิน

    Note: Avg. Loan Amount = 518,177 บาท (คำนวณจาก dataset)

    จากนั้น เราจึงแปลง logic ทางธุรกิจนี้ให้กลายเป็นฟังก์ชัน calculate_cost ใน R เพื่อคำนวณกำไร/ขาดทุนสุทธิที่เกิดขึ้นจริงจากการตัดสินใจของโมเดล ดังนี้ครับ

    เท่ากับตอนนี้เรามี “เครื่องวัดมูลค่า” ที่จะบอกได้แล้วว่าการตัดสินใจของโมเดลที่แต่ละระดับความมั่นใจนั้น “สร้างเงิน” หรือ “เผาเงิน” กันแน่!

    ทำให้ในลำดับถัดไป เราสามารถหา “จุดที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด” ได้แล้วครับ!

    ปรับจูน Threshold เพื่อหาผลตอบแทนสูงสุด

    เป้าหมายของเราตอนนี้คือการหา “เกณฑ์ตัดสินใจ” หรือ Threshold ที่ดีที่สุด ที่จะทำให้เราได้ผลตอบแทนสูงสุด เราจะทำการทดลองโดยการไล่เปลี่ยนค่า Threshold ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เข้มงวดน้อย (0.30) ไปจนถึงเข้มงวดมาก (0.90) แล้วให้ฟังก์ชัน calculate_cost ของเราคำนวณผลกำไรสุทธิออกมา ดัง code นี้ครับ

    # --- R/04_threshold_tuning.R ---
    # Predict probabilities on the test set
    glm_probs <- predict(model_glm, newdata = test, type = "prob")[, "good_loan"]
    # Create a sequence of thresholds to test
    thresholds <- seq(0.3, 0.9, by = 0.05)
    # Loop through each threshold and calculate the business cost/profit
    cost_results <- map_df(thresholds, function(thresh) {
      calculate_cost(glm_probs, test$loan_status, thresh)
    })

    และผลลัพธ์ที่ได้…ก็คือตารางนี้ครับ!

    ThresholdTPFPFNTNSensitivitySpecificityTotal Profit (Million THB)
    0.30244264954259622610.90390.3134-540.96
    0.35230844299393829160.85430.4042-348.61
    0.40215453660547735550.79730.4927-182.45
    0.45196873020733541950.72860.5814-45.64
    0.50176022384942048310.65140.6696+68.01
    0.601299913351402358800.48110.8150+146.60
    0.65106139441640962710.39280.8692+113.22
    0.7083246071869866080.30800.9159+62.70
    0.7561553792086768360.22780.9475-29.49
    0.8042112012281170140.15580.9721-124.90

    จะสังเกตได้ว่า Threshold 0.50 (ค่า Default) เราได้กำไร 68 ล้านบาท แต่พอเราเข้มงวดขึ้น ขยับเกณฑ์ไปที่ 0.60 กำไรพุ่งไปถึง 146.60 ล้านบาท! 🚀

    เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ลองดูกราฟนี้ครับ

    นี่แหละครับคือจุดที่ใช่ จุดที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด การตัดสินใจของเราไม่ได้อิงจากความรู้สึก แต่มาจากข้อมูลที่พิสูจน์ได้ว่าการตั้งเกณฑ์ที่ 0.60 คือกลยุทธ์ที่ฉลาดและสร้างผลตอบแทนให้ธุรกิจได้ดีที่สุดครับ

    ส่องวิธีคิดของโมเดล

    คำถามคลาสสิกของชาว Data Science คือ ระหว่างโมเดล ‘กล่องดำ’ (Black Box) ที่แม่นยำสุดๆ กับ ‘กล่องแก้ว’ (Glass Box) ที่โปร่งใส เราควรเลือกอะไรดี?

    คำตอบคือแล้วแต่ความต้องการครับ บางธุรกิจขอแค่ผลลัพธ์แม่นๆ ก็แฮปปี้แล้ว ไม่ได้สนใจว่าหลักการเป็นยังไง แต่หลายๆ ธุรกิจ ก็อยากได้ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบและอธิบายได้ว่าทำไมโมเดลจึงเลือกทำนายแบบนี้

    โมเดลประเภท ‘Glass Box’ ที่นิยมกันก็คือโมเดลสายสถิติอย่าง Logistic Regression (ที่เราเลือกมา) หรือ Decision Trees เพราะเราสามารถดูเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของมันได้ง่าย

    ในบทนี้ เราจะมาเปิดกล่องแก้วของโมเดลเรากัน โดยใช้ 2 เครื่องมือหลักๆ คือ

    • ภาพรวม (Overall): ดูว่าโดยรวมแล้วโมเดลให้ความสำคัญกับปัจจัยไหนบ้าง (Feature Importance)
    • รายเคส (Case-by-Case): เจาะลึกเป็นรายคนเลยว่าทำไมเคสนี้ถึงถูกปฏิเสธ ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า LIME

    ปัจจัยภาพรวม (Overall) ที่โมเดลของเราใช้ตัดสินใจ

    ก่อนอื่น เรามาดูกันว่าปัจจัยอะไรที่ โมเดล Logistic Regression ของเราให้ความสำคัญมากที่สุดในการตัดสินใจ โดยเราจะใช้ฟังก์ชัน varImp() จากแพ็คเกจ caret มาช่วยจัดอันดับความสำคัญของตัวแปร

    จากกราฟจะเห็นชัดเลยว่า Grade (เกรดสินเชื่อ), Term (ระยะเวลาผ่อน), และ Home Ownership (การถือครองที่อยู่อาศัย) คือ 3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด

    เจาะลึกรายบุคคล: ทำไมเคสนี้ถึงอนุมัติหรือโดนปฏิเสธ?

    หากเราอยากตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำไมผู้สมัคร A ถึงถูกปฏิเสธ ทั้งที่โปรไฟล์ก็ดูดี?”

    เพื่อตอบคำถามนี้ เราจะใช้เทคนิคที่ชื่อว่า LIME (Local Interpretable Model-agnostic Explanations) มาช่วย “แปล” ความคิดของโมเดลในการตัดสินใจเคสต่อเคสครับ

    ผมลองหยิบเคสที่คะแนนก้ำกึ่ง (เกือบจะผ่าน) มาหนึ่งเคส แล้วใช้ LIME วิเคราะห์ด้วย code แบบนี้ครับ

    # --- R/06_lime_explainer.R ---
    # Select a borderline case for explanation
    borderline_data <- test[borderline_idx, , drop = FALSE]
    # Create an explainer object
    explainer <- lime(train, model = model_glm, bin_continuous = TRUE)
    # Explain the prediction for this single case
    explanation <- explain(
      x = borderline_data,
      explainer = explainer,
      n_features = 10,
      labels = "bad_loan" # Explain why it was predicted as bad_loan
    )

    และนี่คือ chart ที่เราได้จาก code นี้ครับ:

    • สีน้ำเงิน (Supports): คือปัจจัยที่ “สนับสนุน” หรือ “ส่งเสริม” ให้โมเดลทำนายว่าเคสนี้เป็น bad_loan
    • สีแดง (Contradicts): คือปัจจัยที่ “คัดค้าน” การทำนายว่าเป็น bad_loan (หรืออีกนัยหนึ่งคือ เป็นปัจจัยที่ทำให้โมเดลคิดว่าเคสนี้อาจจะเป็น good_loan)
    FeatureValue / BinContribution to Prediction (bad_loan)
    fico_range_high (689–714)Moderate credit scoreStrongly contradicts ‘bad_loan’
    fico_range_low (685–710)Moderate credit scoreStrongly supports ‘bad_loan’
    application_type = IndividualSingle applicantSupports ‘bad_loan’
    delinq_2yrs ≤ 3.5Few delinquenciesContradicts ‘bad_loan’
    pub_rec ≤ 2.5Low public record countSupports ‘bad_loan’
    total_acc = 16–24Moderate account countContradicts ‘bad_loan’
    emp_length = 10+ yearsLong employmentSupports ‘bad_loan’
    revol_bal = 5,944–11,546Medium revolving balanceSlightly contradicts ‘bad_loan’
    verification_status = VerifiedIncome source verifiedSlightly supports ‘bad_loan’
    sub_grade = C1Mid-tier sub-gradeSlightly contradicts ‘bad_loan’

    LIME ช่วยเผยให้เห็น “สัญชาตญาณ” หรือรูปแบบที่ซับซ้อนที่โมเดลได้เรียนรู้มาจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งบางครั้งก็เป็นเหตุผลที่สวนทางกับความรู้สึกของเรา

    ลองนึกภาพว่าโมเดลของเราเป็นเหมือน ผู้จัดการสินเชื่อที่มีประสบการณ์สูงมาก นะครับ

    เมื่อเจอผู้สมัครคนหนึ่งที่โปรไฟล์ดูก้ำกึ่ง ผู้จัดการคนนี้ก็เริ่มวิเคราะห์ เขาเห็นว่า “เอ…ผู้สมัครคนนี้ประวัติการจ่ายหนี้ก็ดีนี่นา” ซึ่งเป็นข้อดีที่ชัดเจน แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา เขากลับสังเกตเห็นบางอย่างที่น่ากังวล เขาอาจจะเคยเจอคนที่มีโปรไฟล์แบบนี้เป๊ะๆ (เช่น มีคะแนนเครดิตอยู่ในช่วงนี้พอดี) แล้วสุดท้ายมักจะมีปัญหาทางการเงินในภายหลัง

    สุดท้าย เขานี้จึงตัดสินใจที่จะ “ปฏิเสธ” ไปก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยให้น้ำหนักกับ “รูปแบบความเสี่ยงที่เคยเจอในอดีต” มากกว่า “คุณสมบัติที่ดูดีผิวเผิน” ครับ

    บทสรุป: Key findings ที่ได้เรียนรู้จาก project นี้

    ” Every prediction is a financial bet. We optimized for expected monetary gain, not just model score.”

    • Business Understanding is crucial: การเปลี่ยนความผิดพลาด (Misclassifications) ให้เป็น ‘ต้นทุน’ ทางการเงิน ทำให้เราสามารถ ปรับจูนโมเดลเพื่อหา ‘ผลตอบแทน’ สูงสุดได้จริง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เหนือกว่าการจูนโมเดลทั่วไป
    • Model interpretability matters: การเลือกใช้โมเดลขึ้นอยู่กับความต้องการทางธุรกิจ บางกรณีอาจให้ความสำคัญกับ ความแม่นยำ (Accuracy) สูงสุดเพียงอย่างเดียว ในขณะที่หลายธุรกิจต้องการ ความโปร่งใส (Transparency) เพื่อให้สามารถตรวจสอบและอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการทำนายได้
    • สมดุลที่ใช่ระหว่าง Sensitivity vs Specificity: การให้น้ำหนักกับ Metric ไหนมากกว่ากันนั้นขึ้นอยู่กับโจทย์ของธุรกิจโดยตรง โมเดลที่ Sensitivity สูงลิ่วอย่าง XGBoost อาจหาลูกค้าเจอเยอะจริง แต่ก็อนุมัติ “ความเสี่ยง” เข้ามาด้วย การเลือก Logistic Regression ที่มี Specificity สูงกว่าจึงเป็นการสร้างสมดุลที่ดีกว่าสำหรับธุรกิจสินเชื่อ
    • Business Alignment: แนวทางนี้ไม่เพียงแต่สร้างโมเดลที่ดีในทางเทคนิค แต่ยังตอบโจทย์ตัวชี้วัด (KPIs) ของฝ่ายการเงิน และฝ่ายบริหารความเสี่ยงโดยตรง เพราะมันสามารถตอบคำถามได้รูปแบบของ ‘กำไร-ขาดทุน’ (P&L)

    ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านมาจนจบนะครับ! สำหรับใครที่อยากดูโค้ดการทำงานทั้งหมด สามารถเข้าไปดูได้ที่ ลิงค์ GitHub และหากมีคำถามหรืออยากแลกเปลี่ยนไอเดีย สามารถติดต่อเข้ามาได้เลยนะครับ 😊🤍

  • 10 คุณลักษณะที่คุณต้องมี ถ้าอยากเติบโตในหน้าที่การงาน

    10 คุณลักษณะที่คุณต้องมี ถ้าอยากเติบโตในหน้าที่การงาน

    ล่าสุด ผมได้อ่านหนังสือ “Business Made Simple” ของคุณ Donald Miller เป็นหนังสือเกี่ยวกับ Business และ Self-Development ซึ่งจะมีพาร์ทหนึ่งได้อธิบายเกี่ยวกับ 10 คุณลักษณะของการเป็นมืออาชีพที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (value-driven professional)

    ซึ่งชื่อมันยากไป๊ เพื่อความง่าย ในบทความนี้ผมขอเรียกคนเหล่านี้ว่า “ตัวตึง” แล้วกันนะครับ 55555

    ด้วยโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วติดจรวด นอกจากการเป็นพนักงานที่มีความซื่อสัตย์และมุ่งมั่นแล้ว หนังสือเล่มนี้ได้บอกถึงความแตกต่างระหว่าง ตัวตึงที่ประสบความสำเร็จ กับ คนที่อาจจะยังไม่ทราบถึงคุณลักษณะเหล่านี้

    หลายข้อดีจัดๆ บางข้อแม้เป็นสิ่งที่รู้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นการเตือนสติเราดี ในบทความนี้ ผมเลยอยากสรุปเนื้อหาดังกล่าวและนำมาแชร์ให้ทุกๆ คนฟังครับ

    1. ตัวตึงมองตัวเองเป็นเหมือน Product ชิ้นหนึ่งที่กำลังแข่งขันในตลาด

    สินค้า หรือ Product ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์นะครับ แต่หมายถึง คุณค่าของตัวพวกเราเองในโลกเศรษฐกิจยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง

    หากเพื่อนๆ ที่อ่านอยู่ตอนนี้ มีธุรกิจเป็นของตัวเอง และกำลังขายสินค้าชิ้นหนึ่งอยู่ ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ จะพยายามพัฒนาสินค้าของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดอันแสนดุเดือดนี้ได้ จริงมั้ยครับ

    ตัวตึงก็มองตัวเองแบบนั้นครับ เขาจะพยายามพัฒนาและเพิ่มความสามารถของตัวเองให้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    ในขณะเดียวกัน นายจ้าง หัวหน้า หรือลูกค้า ก็จะมองหาและเลือกลงทุนกับ คนที่สามารถแสดงผลงานและสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับพวกเขา (the highest ROI) ซึ่งตัวตึงเหล่านี้เองครับ คือคนที่ดึงดูดการลงทุนเหล่านั้น

    ตัวอย่างง่ายๆ คือ

    • ถ้าเรากำลังดูพอร์ตหุ้นของเราอยู่ แล้วพบว่า มีหุ้นตัวหนึ่งที่เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง เราก็มักจะย้ายเงินไปลงทุนกับหุ้นตัวนั้นมากขึ้น
    • หรือเรามักจะยอมจ่ายค่าบัตรคอนเสิร์ตที่แพงมากๆ เพื่อไปดูวงดนตรี/นักร้องที่เราชื่นชอบ โดยไม่เสียดายเงินแม้แต่นิด นั่นก็เป็นเพราะพวกเขา มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สูงมากนั่นเองครับ

    เมื่อเราไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง เราก็จะมีคุณค่าที่สูงขึ้น มีค่าตัวที่สูงขึ้น ได้เลื่อนตำแหน่ง และ ได้รับมอบหมายให้ทำงานที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น

    กลายเป็นตัวตึงซึ่งเป็นที่ต้องการของบรรดานายจ้างที่มองหาสินค้า ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนของเขานั่นเองครับ

    ดังนั้น ถ้าอยากเติบโตในหน้าที่การงาน เราก็แค่ต้องพิสูจน์ให้เห็นเท่านั้นเองครับว่า ตัวเรานั้นคุ้มค่ากับการลงทุน

    ทุกคนอาจลองถามตัวเองดูครับว่า skill อะไรที่เราควรพัฒนาให้เก่งกว่านี้ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองในสายอาชีพ ทุกวันนี้การหาแหล่งเรียนรู้ไม่ยากแล้วครับ คำถามอยู่ที่ว่า จะเริ่มลงมือทำหรือยังมากกว่า

    2. ตัวตึงไม่มองตัวเองเป็น เหยื่อ

    เหยื่อในที่นี้ หมายถึง คนที่คอยโทษโชคชะตา มองว่าตัวเองไม่มีทางเลือก ไม่สามารถกำหนดอะไรได้ และยอมปล่อยให้ปัญหากลืนกินชีวิต การมองโลกแบบนี้ ยากมากที่จะประสบความสำเร็จครับ

    จริงอยู่ว่า บางทีชีวิตก็ไม่ยุติธรรมและโชคชะตาก็เล่นตลกกับเราจริงๆ ครับ ปัญหาต่างๆ อาจเข้ามา ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิด

    บางคนเกิดมาในครอบครัวที่มีปัญหาทางการเงิน บางคนพยายามหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นหนี้เพราะค่ารักษาพยาบาลของคนในครอบครัว บางคนโดนโกง ถูกคนเอาเปรียบ หรือเจออุปสรรคที่ไม่คาดคิด

    เมื่อเกิดเรื่องเหล่านี้แล้ว ความแตกต่างระหว่างตัวตึงและเหยื่อ คือ เหยื่อจะยอมรับชะตากรรมและปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นต่อไป ในขณะที่ตัวตึงจะสามารถรับมือ ลุกขึ้นสู้และพยายามเอาชนะปัญหาเหล่านั้นให้ได้ แม้ในเรื่องที่ไม่เป็นธรรมก็ตามครับ

    ตัวตึงจะไม่ยอมให้ความคิดเหล่านี้ ปิดกั้นการพัฒนาของตัวเอง เขาเชื่อว่า เป้าหมายของตัวเองสำคัญมากกว่าการมานั่งโทษโชคชะตา แม้เส้นทางของเขาจะยากและต้องพยายามมากกว่าคนอื่นก็ตาม

    ใจความในข้อนี้ ตรงกับคำที่ผมชอบมาก นั่นคือ “resilience” ความสามารถในการล้มแล้วรีบลุก มันคือการไม่ยอมแพ้ การไม่ยอมรับชะตากรรมที่เป็นอยู่ การเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะในปัจจุบันได้ และลงมือทำมันครับ

    ดังนั้น เมื่อชีวิตของทุกคนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก็อยู่ที่ทุกคนแล้วครับว่า จะเลือกเป็นเหยื่อที่คอยโทษโชคชะตาและปิดกั้นโอกาสตัวเอง หรือ จะเป็นตัวตึงที่เข้าใจว่าบางทีโชคร้ายก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา และพร้อมลุกขึ้นสู้ทุกครั้งที่ตัวเองล้ม

    3. ตัวตึงไม่ชอบดึงดราม่า

    เมื่อเกิดความขัดแย้ง มีคนมาพูดไม่เข้าหู หรือ เกิดการทะเลาะกัน คนเรามักสติหลุด ปล่อยให้อารมณ์นำพา และทำให้สถานการณ์มันบานปลายเกินความจำเป็น

    ทุกคนอาจจะคุ้นเคยดีกับการประชุมที่มีการถกเถียงกันเสียงดัง การทะเลาะกันในที่ทำงาน ทะเลาะกับครอบครัว หรือกับแฟน (อารมณ์นี่มัน powerful จริงๆ นะครับ 5555)

    หากลองมานั่งทบทวนดู ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นตรงกันว่า บางเรื่องแม่งโคตรจะเล็กน้อยเลย ไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่ได้ขนาดนี้ได้ แต่ด้วยอารมณ์ ณ ขณะนั้น ทำให้เรา overreact มากเกินไป

    ความหมายในข้อนี้ ไม่ได้หมายถึง ให้ยอมทุกอย่างหรือไม่ตอบสนองอะไรเลยนะครับ ในหนังสือ เขาให้ลองประเมิน ระดับความดราม่า (ชื่อแหม่งๆ 5555) ของสถานการณ์ต่างๆ เป็น scale 1-10 ครับว่าควรอยู่ที่ระดับเท่าไหร่

    ตัวตึง จะตอบสนองกลับไป ในระดับที่เท่ากัน หรือต่ำกว่าครับ เขาจะไม่ overreact กับสิ่งต่างๆ จะเป็นคนที่ควบคุมสถานการณ์ให้เย็นลงได้ ทำให้ห้องประชุมมีบรรยากาศที่สบายขึ้น ทำให้คนรักใจเย็นลง

    ซึ่งบอกตามตรงว่ามันทำไม่ได้ง่ายเลยครับ คนที่ทำแบบนี้ได้จึงเป็นที่เคารพ และมีโอกาสเติบโตมากกว่าคนอื่น

    ทริคที่หนังสือให้มาคือ ทุกครั้งที่มีการทะเลาะกัน ให้ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็น คนนอกที่มองเข้ามายังสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งมันจะทำให้เราได้ตั้งสติ ได้คิด และสามารถตอบสนองแบบเอาอารมณ์ตัวเองออกไปได้ครับ

    ซึ่งผมเห็นด้วยกับทริคนี้มากๆ ครับ เพราะนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราถึงให้คำปรึกษาคนอื่นได้ดีนักดีหนา แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง กลับไปไม่เป็นซะงั้น 5555 เพื่อนๆ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ

    4. ตัวตึงชอบรับ feedback จากคนอื่น เพื่อนำไปพัฒนาตัวเอง

    ข้อนี้จริงๆ มันจะยากในกรณีที่เราได้รับ feedback โดยที่เราไม่ได้เป็นคนร้องขอครับ 55555

    ซึ่งนี่คือจุดแตกต่างของคนที่เป็นตัวตึงเลยครับ ตัวตึงจะชอบมากเวลาที่ตัวเองได้รับ feedback ไม่ว่าจะร้องขอ หรือไม่ได้ร้องขอก็ตาม (อย่างไรก็ตาม feedback ที่ว่านี้ ขอแค่มาจากคนที่หวังดีกับเราจริงๆ นะครับ)

    หากเราสามารถรับมือกับ feedback ได้ จะเป็นข้อดีกับตัวเองมากๆ เพราะเราจะพัฒนาตัวเองได้เร็ว และตรงจุดสุดๆ ครับ ซึ่งข้อนี้ มันจะสอดคล้องกับข้อแรก ที่ให้เรามองตัวเองเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งในตลาด

    ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการทุกคนที่สร้างสินค้าของตัวเองขึ้นมา จะยินดีอย่างมาก หากมีลูกค้าเข้ามาให้ feedback ว่ายังมีจุดไหนที่ต้องปรับปรุงหรือยังไม่ตอบโจทย์บ้าง เพราะเป้าหมายของเรา คือการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

    ทริคที่หนังสือเล่มนี้ให้มา คือ ให้ขอ feedback จากคนที่หวังดีกับเราจริงๆ (ในความคิดผม อาจจะเป็น หัวหน้าของเรา หรือเพื่อนร่วมงานที่สนิท) และอาจถามคำถามเหล่านี้ครับ

    • พี่เคยเห็นผมโชว์ความไม่เป็นมืออาชีพบ้างมั้ย
    • มี skill ไหนที่ผมยังขาดหายไป หรือต้องพัฒนาเพิ่ม (ทั้ง hard และ soft skills)
    • พี่ว่าถ้าผมจะพัฒนาประเด็นที่พี่พูดมา ผมควรเริ่มต้นอย่างไร (เผื่อเขาสามารถแชร์ประสบการณ์ให้ฟังได้)

    และทำอย่างสม่ำเสมอครับ เช่น ทุกเดือน ทุกไตรมาส เพื่อให้เราพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งนิสัยส่วนตัว ทั้งเรื่องการงานเลยครับ ผมเชื่อว่าทุกคนที่ทำงานอยู่ในองค์กร น่าจะมี 1-on-1 กับหัวหน้าเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ลองเพิ่มหัวข้อนี้ เข้าไปเป็นหนึ่งในบทสนทนาดูนะครับ

    5. ตัวตึงสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้

    ความขัดแย้งและความก้าวหน้า มักเป็นสิ่งที่มาคู่กันเสมอครับ

    คนที่ชอบหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง มักจะไม่ค่อยถูกเลือกให้เป็นผู้นำ เพราะหนึ่งในหน้าที่ของผู้จัดการ หรือ Manager ก็คือ การจัดการความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็น การจัดการกับความเห็นที่ไม่ตรงกัน การบอกลาพนักงานที่ไม่มีศักยภาพ หรือการจัดการความขัดแย้งของลูกทีมก็ตาม

    คนที่บริหารจัดการความขัดแย้งได้ดี มักจะได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานที่มีความสำคัญ โดยหนังสือเล่มนี้ ได้ให้ทริคในการจัดการความขัดแย้งมา 4 ข้อ ดังนี้ครับ

    1. คาดหวังถึงความขัดแย้ง
      เมื่อมีการทำงานร่วมกัน ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดความตึงเครียดในการหาทางออกร่วมกัน แต่สิ่งที่จะได้กลับมาคือความก้าวหน้า
    2. การควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญ
      ความขัดแย้งอาจบานปลายได้เมื่อมีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง เมื่อเราโกรธหรือเกลียดขี้หน้าคนที่เรากำลังคุยด้วย เราอาจปิดการทำงานส่วนของเหตุและผล พยายามใจเย็นๆ และคุยกันด้วยเหตุผล (ท่องไว้ “ตัวตึงไม่ดึงดราม่า” 5555)
    3. ให้เกียรติและพยายามเห็นพ้องกับคนที่เรากำลังขัดแย้งด้วย
      เมื่อเรามีความขัดแย้งกับใครสักคน พวกเขามักรู้สึกว่าตำแหน่งหรือสถานะของตัวเองถูกคุกคาม (เช่น อำนาจ ความน่าเชื่อถือ หรือศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ) ทำให้พวกเขาตั้งการ์ดและต่อต้านมากขึ้น เราสามารถหาจุดที่เห็นพ้องบางอย่าง ทำให้เขาสัมผัสได้ว่าเราให้เกียรติเขาแม้ว่าเรามีจุดที่ขัดแย้งกัน สิ่งนี้จะช่วยลดแรงต้านและทำให้การสื่อสารราบรื่นขึ้น
    4. เปิดใจรับฟังความเห็นคนอื่น และยอมรับว่าบางทีเราอาจจะผิดก็ได้นะ
      ความขัดแย้งอาจไม่มีวันจบ หากแต่ละฝ่ายยึดถือความคิดเห็นของตัวเองอย่างสุดโต่ง outcome ของความขัดแย้ง คือ ความก้าวหน้า และการเดินไปในทางที่ถูกด้วยกัน ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด

    ตัวตึง จะรักความขัดแย้งที่สร้างความก้าวหน้า เหมือนกับนักกีฬาที่รักความเจ็บปวดจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก เพราะการได้ผ่านความขัดแย้งที่ดี และความตึงเครียดนี่เองที่จะทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้ในทางที่ถูกต้องครับ

    6. ตัวตึงต้องการเป็นที่เชื่อมั่นและนับถือ มากกว่าเป็นที่ชื่นชอบ

    คนที่พึ่งได้เป็นหัวหน้าใหม่ๆ จะกังวลเรื่องการทำตัวให้ลูกทีมชื่นชอบ มากกว่าเป็นที่นับถือครับ และมักแสดงออกด้วยการเป็นหัวหน้าที่ใจดี มีความสนิทสนมและเอาใจสมาชิกภายในทีม

    ซึ่งการทำแบบนี้อาจได้ผลดีในระยะสั้นครับ (คือลูกทีมชื่นชอบ) แต่ในระยะยาวการทำให้ลูกทีมมีความเชื่อมั่น และอยู่กับเราไปนานๆ สิ่งที่ลูกทีมต้องการมากที่สุด ไม่ใช่ความเป็นกันเองพวกนี้เลยครับ แต่คือ ความชัดเจน และเชื่อมั่นในตัวหัวหน้า

    หนังสือได้บอก 3 สิ่งที่ทุกคนนับถือในตัวหัวหน้า ดังนี้ครับ

    1. ความคาดหวังที่ชัดเจน
      หัวหน้าจะต้องทำให้ลูกทีมเข้าใจว่า บริษัทหรือแผนกกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน เป้าหมายของทีมหรือองค์กรคืออะไร หากลูกทีมโดนถามว่า ‘หัวหน้าคาดหวังอะไรจากตัวพวกเขาบ้าง?’ พวกเขาควรต้องตอบได้ หากตอบไม่ได้ แสดงว่าหัวหน้าอาจยังนำทีมไม่ได้ดีพอ
    2. หน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน
      หัวหน้าควรแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับลูกทีมแต่ละคนอย่างชัดเจน และพยายามย้ำเตือนเมื่อถึงการประชุมประจำวัน หรือประจำสัปดาห์ เช่น “A ดูแลเรื่องการทำ report ประจำเดือนอยู่ใช่มั้ย?” “B ต้องโทรหาลูกค้าเพื่อเสนอขายสินค้า 15 สายต่อวันใช่มั้ย?”
    3. มีรางวัลสำหรับการทำดี
      เมื่อเราอธิบายทิศทางของทีมและกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจนแล้ว เราควรสร้าง Challenge และสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ หากใครทำได้ดี ก็ควรมีการให้รางวัลครับ รางวัลที่ว่านี้ ขอแค่เป็นคำชื่นชมก็ยังดีนะครับ เพราะไม่ว่าลูกทีมจะทำงานได้ดี ตรงใจเรามากแค่ไหน หากไม่มีคำชื่นชมจากหัวหน้า พวกเขาจะไม่มีทางมั่นใจได้เองว่ากำลังทำได้ดีจริงๆ อย่าปล่อยให้ลูกทีมต้องเดาใจหัวหน้าเองครับ

    สำหรับใครที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ และพึ่งได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีม (ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ) หนังสือยังได้ฝากว่า ระหว่างที่เราเติบโตในสายงาน พยายามอย่านำเอาตำแหน่งที่เราได้รับ มาเป็นเรื่องส่วนตัว แทนที่จะพยายามให้เป็นที่ชื่นชอบ เราควรทำให้ลูกทีมของเรานับถือมากกว่าครับ

    การที่เราได้เลื่อนตำแหน่ง แล้วรู้สึกว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมันเปลี่ยนไป ดูมีระยะห่างมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติครับ ระยะห่างที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาไม่พอใจเรานะครับ แต่เป็นเพราะเขาให้ความเคารพเพื่อนของเขา มากกว่าแต่ก่อนนั่นเองครับ

    7. ตัวตึงลงมือทำจริง

    ข้อนี้ผมเองก็เป็นบ่อย 5555 เรามีไอเดียอยากจะทำเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาตัวเอง งานอดิเรก การทำธุรกิจ หรือเรื่องอะไรก็ตาม มันมักจะตันอยู่แค่ในจินตนาการของเราเท่านั้น ก่อนจะเลือนหายไปตามกาลเวลา

    ตัวผู้เขียน (คุณ Donald Miller) ได้เล่าในหนังสือว่า เขาได้คุยกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายคน แต่ละคนก็จะมี character หรือ style ที่แตกต่างกันออกไป บางคนเป็นคนถ่อมตัว บางคนชอบเอาชนะ บางคนมีพลังงานเยอะ หรือบางคนดูสบายๆ แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกันทุกคน คือ พวกเขาเป็นคนที่คิดแล้วลงมือทำจริ

    เขายังพบว่า แต่ละคนนั้นไม่ได้รอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง หรือมีความคิดสร้างสรรค์ขนาดนั้น แต่ด้วยแนวคิดการลงมือทำจริงนี่แหละครับ ที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ประสบความสำเร็จ มีอิทธิพลและเงินทองมากมายดังที่เป็นอยู่

    ตัวตึงจะไม่ยอมปล่อยให้ไอเดียต่างๆ ของเขาติดแหง็กอยู่แค่ในจินตนาการ และจะลงมือทำอะไรบางอย่างให้ไอเดียเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง

    ผมมองว่า เรื่องนี้ยังสามารถปรับใช้ได้กับวินัยในชีวิตประจำวันของเราด้วยครับ เช่น การตื่นนอนแล้วลุกไปอาบน้ำทันที การทำงานบ้าน การออกกำลังกาย หรือการติดต่อหาลูกค้าทันที ซึ่งเราชอบพูดกับตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยทำ”

    ตัวอย่างที่ผมเห็นได้ชัดเลย คือ หัวหน้าของผมครับ ผมทำงานอยู่แผนก CEO Office ซึ่งทำงานกับ CEO โดยตรง หนึ่งสิ่งที่ผมเห็นเขาทำเสมอ คือ เวลาเขามีไอเดียหรือมีเรื่องอะไรที่สำคัญ เขาจะลงมือทำทันทีโดยไม่ปล่อยให้เสียเวลา ซึ่งผมมองว่า แนวคิดการลงมือทำทันทีนี้แหละ แม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันจะเป็นพื้นฐาน สร้างเป็นนิสัยในการลงมือทำจริงกับไอเดียที่ใหญ่ขึ้น

    บทความที่ทุกคนอ่านอยู่นี้ ก็มาจากการที่ผมมีไอเดียที่อยากจะแชร์แนวคิดดีๆ ให้ทุกคนฟัง และลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง ผมใช้การตื่นเช้าตรู่ และเวลาว่างหลังเลิกงาน ในการสร้างสรรค์บทความนี้ขึ้นมา เป็นบทความแรกของชีวิต ผมขอขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ

    “Life is too short” ชีวิตมันสั๊นสั้นครับ ทุกคนที่อ่านอยู่ตอนนี้ ลองย้อนดูว่ามีไอเดียอะไรดีๆ ที่เราปล่อยให้หลุดหายไปมั้ยครับ ถ้ามี เรามาเริ่มทำไปด้วยกันครับ สู้ๆ ครับทุกคน

    8. ตัวตึงไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะสับสน

    สถานการ์ต่างๆ เรามักทราบดีอยู่แล้วครับว่า อะไรถูก/ผิด อะไรควรทำ/ไม่ควรทำ แต่บ่อยครั้งเรามักเลือกที่จะสับสน ยืดการตัดสินใจ หรือปล่อยปัญหาเหล่านั้นไว้ เพียงเพราะเราไม่สบายใจที่จะทำ หรือไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

    เราทราบดีครับว่า ต้องทำอย่างไรกับพนักงานที่ทำงานไม่ได้มาตรฐานมาเป็นปีๆ เรารู้ว่าควรซื้อของชิ้นนี้หรือควรเก็บออมเงินไว้ เรารู้ว่าควรต้องเข้านอนกี่โมง เรารู้ทุกอย่าง แต่เราแค่ไม่อยากทำสิ่งเหล่านี้ และเลือกทำเป็นสับสน

    หนังสือได้อธิบาย สาเหตุที่เราเลือกทำเป็นสับสน มาจาก 3 เหตุผลหลักๆ ครับ

    1. เราชอบทำให้คนอื่นพอใจ
      เรากังวลว่าคนอื่นจะยังชอบเราอยู่มั้ย หากเราทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
    2. เราจะเสียหน้า
      เรากังวลว่าคนอื่น (มักเป็นคนแปลกหน้า) จะคิดไม่เหมือนเรา หากเราทำสิ่งที่ถูกต้อง
    3. เรากลัว
      เรากลัวได้รับผลกระทบตามมา ทั้งเรื่องเงินหรือกายภาพ

    ตัวตึงจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองสับสน ไม่ยอมให้ความพอใจของผู้อื่น การกลัวความขัดแย้ง และความไม่สบายใจที่จะทำ มาขัดขวางการทำสิ่งที่ถูกต้อง

    ข้อนี้จะสองคล้องกับ ข้อที่ 5 เรื่องการจัดการกับความขัดแย้ง ความขัดแย้งกับความก้าวหน้ามาคู่กันเสมอ ถ้าเราวิ่งหนีความขัดแย้ง ก็ยากที่จะสำเร็จครับ

    ทริคที่หนังสือให้มา คือ ให้ลองมองตัวเองจากมุมมองของคนนอก พยายามมีสติ รู้ตัวทุกครั้งเมื่อเราปล่อยให้ตัวเองสับสน และตั้งคำถามว่า เราควรต้องทำอะไร ถ้าเราไม่ได้ถูกขัดขวางไว้ด้วยความสับสน (ที่เราเลือกเอง)

    ทุกคนเคยปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะสับสนมั้ยครับ เมื่อก่อนผมเป็นแทบทุกคืน รู้ว่าต้องนอนแล้ว แต่ขอดู youtube อีกสักคลิปได้มั้ย 5555

    หลังๆ ผมชอบเตือนตัวเองว่า “ทำไปแล้วได้อะไร” ก็ช่วยได้เยอะเหมือนกันครับ มาเปลี่ยนแปลงตัวเองไปด้วยกันนะครับ

    9. ตัวตึงมองโลกในแง่ดีเสมอ

    โดยธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดติดตัวมาตั้งแต่บรรพบุรุษยุคโบราณ เราเก่งมากในการคาดการณ์ถึงเรื่องร้ายหรือความอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น เวลาที่เรารู้สึกระแวงเมื่อมีคนแปลกหน้าจ้องมองเรานานเกินไป หรือ ลังเลที่จะเดินเข้าไปในซอยเปลี่ยวมืดๆ คนเดียว

    นอกจากสัญชาตญาณระวังภัย เรายังเก่งในการป้องกันตัวเองจากความอับอาย เพราะมันอาจทำให้เราเสียอำนาจหรือตำแหน่งในกลุ่ม อีกทั้งเรายังเก่งในการหลีกเลี่ยงการกระทำที่มีโอกาสล้มเหลว เพราะไม่ต้องการสูญเสียทรัพยากรที่มีอยู่

    ทั้งหมดนี้ เป็นเหมือน skill แฝง ที่ติดตัวเรามา เป็นกลไกตามธรรมชาติซึ่งช่วยให้เราอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

    แต่ในปัจจุบัน การปล่อยให้ตัวเองตัดสินใจตามสัญชาตญาณทุกเรื่อง อาจเป็นกำแพงที่ขวางกั้นเราไว้จากการเติบโต

    ใจความของข้อนี้ คือการที่เราพยายาม crack สัญชาตญาณของตัวเอง กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ และกล้าที่จะล้มเหลวมากขึ้น (เพราะเดิมทีเรา conservative มากไป) และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่เมื่อความล้มเหลวเกิดขึ้น

    ยิ่งล้มเหลว ก็ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งได้ทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้น โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน

    และสิ่งที่จะผลักดันให้เราทำต่อไปได้เรื่อยๆ ก็คือการมองโลกในแง่ดีนั่นเอง

    Thomas Edison ล้มเหลวหลายพันครั้งก่อนจะคิดค้น หลอดไฟ ที่ใช้งานได้จริง และกลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก

    J. K. Rowling นักเขียนที่ถูก 12 สำนักพิมพ์ปฏิเสธงานเขียน จนในที่สุดสำนักพิมพ์ Bloomsbury ตัดสินใจตีพิมพ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก่อนกลายเป็นหนึ่งในนิยายที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก

    Elon Musk ล้มเหลวกับจรวด Falcon1 ของ SpaceX ถึง 3 ลำ ส่งผลให้บริษัทแทบไม่มีเงินทุนเหลือ ก่อนสำเร็จในครั้งที่ 4 และได้รับสัญญาจาก NASA มูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยให้บริษัทรอดพ้นจากภาวะล้มละลาย

    ตัวอย่างเหล่านี้ จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าพวกเขาแต่ละคนคิดว่า พวกเขาไม่น่าจะทำสำเร็จ

    ไม่มีอะไรจะทำให้เราสูญเสียในชีวิตไปมากกว่าการคิดไปก่อนว่าสิ่งต่างๆ จะล้มเหลว

    แล้วทุกคนล่ะครับ มีเรื่องอะไรที่เราไม่กล้าเริ่มทำเพราะกลัวจะล้มเหลวมั้ย

    การกล้าลงมือทำนี้ ไม่ได้หมายถึงให้ทุกคน ทุ่มสุดตัว ขายบ้าน ขายรถ ทุ่มทุกอย่างไปกับมันนะครับ แต่อยากให้กล้าลองทำอะไรใหม่ๆ อย่างมีสมดุล (ไม่ conservative มากไปตามสัญชาตญาณ) กล้าที่จะล้มเหลว ลุกขึ้นแล้วเดินต่อไป เพราะก้าวเล็กๆ นี่แหละครับ อาจเป็นก้าวที่เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

    10. ตัวตึงมี Growth Mindset พร้อมเรียนรู้เสมอ

    ถึงข้อสุดท้ายแล้วครับ เย้!! เก่งมากครับทุกคน

    ข้อนี้ จะพูดถึงว่า คนเราแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ คนที่มี Fixed Mindset และคนที่มี Growth Mindset

    Fixed Mindset คือ คนที่เชื่อว่า ความสามารถเป็นสิ่งตายตัว นิสัยหรือทักษะของตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่ต้น เมื่อทำอะไรแล้วล้มเหลว คนเหล่านี้ จะยอมแพ้และยอมรับชะตากรรมอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าตัวเองไม่สามารถพัฒนาให้เก่งกว่านี้ได้อีกแล้ว

    ทั้งหมดที่เกริ่นมานี้ ตรงข้ามกับ 9 ข้อแรกอย่างสิ้นเชิง ผมเชื่อว่าคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้ ไม่ใช่คนที่มี Fixed Mindset แล้วครับ 55555

    ตัวตึงที่มี Growth Mindset คือ คนที่เชื่อว่าตัวเองสามารถเรียนรู้และพัฒนาให้เก่งขึ้นได้ตลอดเวลา ขอแค่มีความพยายามมากพอ

    Mindset นี้ ยังทำให้เขาไม่หยุดแค่เพียงเป้าหมายเดียวด้วยครับ เขาจะตั้งเป้าหมายใหม่ที่ Challenge ตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนการปีนเขาถึงจุดสูงสุดได้สำเร็จ และมองหาภูเขาลูกใหม่ที่สูงกว่าเดิม

    Growth Mindset สามารถฝึกฝนได้ ขอแค่มองโลกให้แตกต่างออกไป 5 เรื่องดังนี้

    1. ความท้าทาย
      เราต้องเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ไม่ใช่หลีกเลี่ยงมัน งานอะไรที่ทำให้เราเติบโตและได้เรียนรู้ แม้เป็นงานที่ยาก ก็ควรลงมือทำมันครับ
    2. อุปสรรค
      ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม อุปสรรคเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเสมอ มันอาจทำให้เราปวดหัว ท้อแท้ และอยากถอดใจ แต่ถ้าผ่านไปได้ มันอาจให้บทเรียนอันล้ำค่ากับเรา
    3. ความทุ่มเท
      ความทุ่มเท จะทำให้เราเชี่ยวชาญและเก่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ความพยายามที่สูญเปล่า
    4. คำวิจารณ์
      นำคำติชมที่มีประโยชน์ มาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง แทนที่จะเมินเฉย
    5. ความสำเร็จของคนอื่น
      มองความสำเร็จของคนอื่น เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง แทนที่จะรู้สึกอิจฉา

    ผมว่า Mindset นี้เอง ยังเป็นสิ่งที่นายจ้างมองหาในตัวลูกจ้างเป็นอันดับแรกๆ อีกด้วย เพราะยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว คนที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว คือคนที่จะอยู่รอดและเป็นกำลังสำคัญขององค์กร ไม่ว่าสายงานไหนก็ตาม

    มาเป็นตัวตึงที่มีการพัฒนาไม่รู้จบ มองความท้าทายเป็นโอกาส อุปสรรคเป็นบทเรียน และไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลวกันครับ

    ท้ายบท

    จบไปแล้วครับกับ 10 คุณลักษณะในการเป็นตัวตึง หรือ value-driven professional

    1. ตัวตึงมองตัวเองเป็นเหมือน Product ชิ้นหนึ่งที่กำลังแข่งขันในตลาด
    2. ตัวตึงไม่มองตัวเองเป็น เหยื่อ
    3. ตัวตึงไม่ชอบดึงดราม่า
    4. ตัวตึงชอบรับ feedback จากคนอื่น เพื่อนำไปพัฒนาตัวเอง
    5. ตัวตึงสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้
    6. ตัวตึงต้องการเป็นที่เชื่อมั่นและนับถือ มากกว่าเป็นที่ชื่นชอบ
    7. ตัวตึงลงมือทำจริง
    8. ตัวตึงไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะสับสน
    9. ตัวตึงมองโลกในแง่ดีเสมอ
    10. ตัวตึงมี Growth Mindset พร้อมเรียนรู้เสมอ

    รู้สึกยังไงบ้างครับ หลังอ่านจบ

    ครั้งแรกที่ผมอ่าน ก็แอบรู้สึกตื่นเต้นกับตัวเองเบาๆ ครับ ทุกคนลองคิดดูว่า ถ้าเรานำคุณลักษณะ 10 ข้อนี้ มาปรับใช้กับตัวเอง เป็นเวลา 1 ปี เราจะเติบโตไปแค่ไหนเชียว

    หวังว่ามันจะให้อะไรบางอย่าง และทำให้ทุกคนเป็นตัวเองใน version ที่ดีกว่าเดิมนะครับ

    แนะนำหนังสือ

    เล่มนี้ ขอยกให้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ชอบที่สุดเลยครับ อ่านและย่อยมากๆ ครับ ทั้ง version อังกฤษและไทยเลย (ขอยกเครดิตให้กับพี่ทอย Data Rockie ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ ผมเป็นนักเรียน Data Science Bootcamp แกอยู่ครับ5555)

    และอยากจะโม้ต่อว่า เนื้อหาที่ผมสรุปให้เพื่อนๆ ฟัง มาจากแค่บทเดียวเท่านั้น คือ บทแรก!!

    ใครชอบเรื่อง Self Development และ Business แนะนำให้ไปซื้ออ่านเองเลยครับ ลิงค์ที่นี่เลย

    Se-ed (ซีเอ็ด): https://s.shopee.co.th/9pQTVmLJvk

    ส่วนตัวผมเอง จะพยายามหาเรื่องที่น่าสนใจ (ไม่ใช่แค่เล่มนี้) มาสรุปให้เพื่อนๆ ฟังอีกนะครับ

    แล้วเจอกันบทความหน้าครับบายยย